หนี้มรดก มีอายุความฟ้องร้องภายใน 1 ปี จริงหรือไม่ ?

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 08 Oct 2026 · 13:41 น. 8 ครั้ง คดีแพ่ง มรดกและพินัยกรรม สัญญาและหนี้สิน
หนี้มรดก มีอายุความฟ้องร้องภายใน 1 ปี จริงหรือไม่ ?
แชร์: คัดลอกแล้ว!

หนี้มรดก คืออะไร

หนี้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ ?

หนี้มรดก

เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย ทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ตายที่ไม่เป็นการเฉพาะตัว ย่อมตกทอดแก่ทายาทตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ดังนั้น หนี้ของผู้ตายบางประเภทจึงเป็นภาระของกองมรดก และไม่ได้ระงับไปเพียงเพราะลูกหนี้ถึงแก่ความตาย

ตัวอย่างเช่น

  • หนี้เงินกู้จากธนาคาร

  • หนี้บัตรเครดิต

  • หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล

  • หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน

  • หนี้ตามสัญญาซื้อขาย

  • หนี้ที่ผู้ตายมีหน้าที่ต้องชำระตามสัญญา

  • ความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นความรับผิดที่ไม่ระงับไปเพราะความตาย

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “หนี้ของผู้ตาย” กับ “หนี้ส่วนตัวของทายาท”. การเป็น บุตร คู่สมรส หรือญาติของผู้ตาย ไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นลูกหนี้ส่วนตัวของเจ้าหนี้โดยอัตโนมัตินะครับ. สิ่งที่เกิดขึ้น คือ สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตายที่ไม่เป็นการเฉพาะตัวตกทอดเข้าสู่กองมรดก และทายาทอาจต้องรับผิดตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด


ทายาทต้องรับผิดหนี้มรดกแค่ไหน ?

หลักสำคัญอยู่ที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ซึ่งกำหนดว่า

ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน

ดังนั้น การที่ทายาทถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีหนี้มรดก ไม่ได้หมายความว่าทายาทต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของตนมาชำระหนี้ของผู้ตาย

ตัวอย่างเช่น ผู้ตายมีหนี้ธนาคาร 2,000,000 บาท แต่มีทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทเพียง 500,000 บาท การที่หนี้มีจำนวน 2,000,000 บาท ไม่ได้ทำให้ทายาทต้องนำเงินส่วนตัวอีก 1,500,000 บาทมาชำระหนี้แทนผู้ตายโดยอัตโนมัติ

สถานการณ์

หลักความรับผิด

ทรัพย์มรดกมากกว่าหนี้

เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระจากกองมรดกตามกฎหมาย

ทรัพย์มรดกน้อยกว่าหนี้

ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

ทายาทไม่ได้รับทรัพย์มรดก

ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและฐานะทางกฎหมายของทายาทเป็นรายกรณี

ดังนั้น หากทายาทถูกฟ้อง ควรตรวจสอบด้วยว่า ได้รับทรัพย์มรดกอะไร จำนวนเท่าใด และได้รับในฐานะใด เพราะเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับขอบเขตความรับผิด


หนี้มรดกมีอายุความฟ้องร้อง 1 ปีจริงหรือไม่ ?

คำตอบ คือ ไม่ใช่ว่าหนี้ของผู้ตายทุกประเภทจะมีอายุความเพียง 1 ปี

ประเด็นนี้ต้องพิจารณา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม

หลักของกฎหมาย คือ หากเป็นสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีต่อเจ้ามรดก และสิทธิเรียกร้องนั้นมีอายุความยาวกว่า 1 ปี เจ้าหนี้จะฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

จึงต้องพิจารณา 3 เรื่องสำคัญ

  1. เป็นสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีต่อเจ้ามรดกหรือไม่

  2. สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีอายุความเดิมยาวกว่า 1 ปีหรือไม่

  3. เจ้าหนี้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกเมื่อใด

ดังนั้น การพิจารณาอายุความหนี้มรดก ไม่ควรดูเพียงวันที่ผู้ตายเสียชีวิต แต่ต้องดูพฤติการณ์เกี่ยวกับวันที่เจ้าหนี้รู้หรือควรได้รู้ถึงการเสียชีวิตด้วย


อายุความ 1 ปี เริ่มนับจากวันไหน ?

นี่เป็นหัวใจสำคัญของการต่อสู้คดีหนี้มรดก

ไม่ใช่ทุกกรณีที่ต้องเริ่มนับ 1 ปีจากวันเสียชีวิต

มาตรา 1754 วรรคสามใช้คำว่า

“นับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก”

ตัวอย่างเช่น

นาย ก. เสียชีวิตวันที่ 30 กันยายน 2564 แต่ธนาคารเพิ่งได้รับเอกสารยืนยันการเสียชีวิตในวันที่ 30 เมษายน 2566 และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าธนาคารไม่รู้และไม่มีเหตุที่จะควรรู้ก่อนหน้านั้น ประเด็นอายุความ ตามมาตรา 1754 วรรคสาม จึงต้องพิจารณาจากวันที่ธนาคาร รู้หรือควรได้รู้ ไม่ใช่ถือเอาวันที่ 30 กันยายน 2564 เป็นจุดเริ่มต้นโดยอัตโนมัติ ในทางกลับกันหากมีหลักฐานว่าธนาคารทราบการเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2564 หรือ 2565 แล้ว แต่เพิ่งนำคดีมาฟ้องในปี 2569 ก็อาจเกิดประเด็นว่าการฟ้องพ้นกำหนด 1 ปีตามมาตรา 1754 วรรคสาม


“รู้” หรือ “ควรได้รู้” ถึงการตาย ดูจากอะไร ?

ประเด็นนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี

หลักฐานที่อาจแสดงว่าเจ้าหนี้รู้หรือควรได้รู้ว่าลูกหนี้เสียชีวิตแล้ว เช่น

  • มรณบัตร

  • หนังสือแจ้งการเสียชีวิต

  • ทะเบียนบ้าน

  • หนังสือจากทายาท

  • หนังสือจากผู้จัดการมรดก

  • เอกสารจากศาล

  • หนังสือที่ส่งถึงผู้ตายแล้วถูกตีกลับ

  • บันทึกการติดตามหนี้

  • บันทึกการติดต่อระหว่างเจ้าหนี้กับทายาท

  • เอกสารของฝ่ายสินเชื่อหรือฝ่ายเร่งรัดหนี้

  • เอกสารของฝ่ายกฎหมาย

  • ข้อมูลในระบบของเจ้าหนี้

  • หลักฐานการตรวจสอบทะเบียนราษฎร

ดังนั้น วันที่ในหนังสือทวงถามไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่เจ้าหนี้เพิ่งรู้ว่าลูกหนี้เสียชีวิต

ต้องตรวจสอบว่า ก่อนหน้านั้นเจ้าหนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตอยู่แล้วหรือไม่


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2569 : เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจรู้ อาจถือว่าเจ้าหนี้รู้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2569 เป็นตัวอย่างที่สำคัญเกี่ยวกับการตีความคำว่า “เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตาย”

คดีนี้กรมการขนส่งทางบกเป็นโจทก์ฟ้องทายาทของผู้ตายเกี่ยวกับหนี้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถ ผู้ตายถึงแก่ความตายวันที่ 18 เมษายน 2560 ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ขนส่งจังหวัดได้ตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรและทราบว่าผู้ตายเสียชีวิตแล้ว แต่มีการรายงานเรื่องต่อผู้บังคับบัญชาในภายหลัง และมีการฟ้องคดีวันที่ 8 มิถุนายน 2566

ประเด็นสำคัญ คือ วันที่เจ้าหนี้ถือว่ารู้ถึงความตาย ควรเป็นวันที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ หรือวันที่ผู้บริหารได้รับรายงาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขนส่งจังหวัดเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน และการที่ขนส่งจังหวัดทราบถึงการเสียชีวิตในขอบเขตอำนาจหน้าที่ ย่อมถือว่าโจทก์รู้ถึงความตายแล้วตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 เมื่อฟ้องเกินหนึ่งปีนับจากวันที่ดังกล่าว จึงขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม

หลักสำคัญจากฎีกาที่ 142/2569

คดีนี้จึงมีประเด็นที่น่าสนใจมากสำหรับกรณีเจ้าหนี้เป็น ธนาคารหรือองค์กรขนาดใหญ่

ไม่ควรถามเพียงว่า

“ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารรู้หรือยัง ?”

แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า

เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานใดมีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการติดตามหนี้หรือการดำเนินคดี และบุคคลนั้นรู้ถึงการเสียชีวิตเมื่อใด

หากข้อเท็จจริงเข้าหลักเกณฑ์เดียวกัน ความรู้ของผู้รับมอบอำนาจอาจมีผลต่อการเริ่มนับอายุความของนิติบุคคลเจ้าหนี้ได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568 : นับจากวันที่รู้ ไม่ใช่วันตาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568 เป็นอีกคดีหนึ่งที่สะท้อนหลักของมาตรา 1754 วรรคสาม ได้อย่างชัดเจน

ในคดีดังกล่าว เจ้ามรดกถึงแก่ความตายวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเจ้าหนี้รู้ถึงความตายเมื่อใด ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าหนี้ได้ไปขอคัดเอกสารจากทางราชการและได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ต่อมาเจ้าหนี้ยื่นฟ้องแย้งวันที่ 20 มกราคม 2565

ศาลฎีกาจึงพิจารณาวันที่เจ้าหนี้รู้ถึงความตายเป็นจุดเริ่มต้นของอายุความ ไม่ใช่วันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต เมื่อยื่นฟ้องแย้งภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการเสียชีวิต คดีจึงไม่ขาดอายุความ

หลักสำคัญจากฎีกาที่ 8829/2568

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างว่า

การจะต่อสู้ว่าหนี้มรดกขาดอายุความ ไม่ควรกล่าวเพียงว่า “ผู้ตายเสียชีวิตเกิน 1 ปีแล้ว”

แต่ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า

เจ้าหนี้รู้หรือควรได้รู้ถึงการเสียชีวิตเมื่อใด และวันดังกล่าวถึงวันฟ้องพ้นหนึ่งปีแล้วหรือไม่


เปรียบเทียบฎีกาที่ 142/2569 กับ 8829/2568

คำพิพากษาทั้งสองเรื่องมีหลักสำคัญร่วมกัน คือ วันเสียชีวิตกับวันที่เจ้าหนี้รู้ถึงการเสียชีวิตอาจเป็นคนละวันกัน

แต่มีจุดเน้นต่างกัน

ฎีกาที่ 142/2569 เน้นเรื่อง “ใครเป็นผู้รู้แทนเจ้าหนี้ ?”

หากเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาถึงบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจหรือมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นด้วย

ฎีกาที่ 8829/2568 เน้นเรื่อง “เจ้าหนี้รู้เมื่อใด ?”

ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าเมื่อใดจึงถือว่าเจ้าหนี้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตาย

ดังนั้น ในคดีหนี้มรดก หากจะต่อสู้เรื่องอายุความ ควรค้นหาให้ครบทั้งสองประเด็น คือ

ใครรู้ และรู้เมื่อใด


ผู้ตายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันเกี่ยวข้องกับหนี้มรดกอย่างไร ?

กรณีที่ผู้ตายไม่ได้เป็นผู้กู้โดยตรง แต่เป็น ผู้ค้ำประกัน ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่า ความรับผิดของผู้ค้ำประกันตกทอดมายังกองมรดกหรือไม่ และทายาทสามารถยกข้อต่อสู้ใดขึ้นต่อสู้ได้บ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2545 วางหลักเกี่ยวกับผู้ค้ำประกันว่า แม้สัญญาจะกำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ค้ำประกันกลายเป็นลูกหนี้ร่วมในทุกกรณี และผู้ค้ำประกันยังสามารถยกข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ตามมาตรา 694

หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อกรณีที่ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย เพราะต้องแยกให้ออกว่า

ผู้ตายเป็นลูกหนี้หลัก หรือเป็นเพียงผู้ค้ำประกัน

หากเป็นผู้ค้ำประกัน ทายาทไม่ควรถูกถือว่ามีสถานะเช่นเดียวกับผู้กู้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาขอบเขตความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย


หลักฐานที่ควรมีเพื่อต่อสู้คดีหนี้มรดก

หากทายาทได้รับหนังสือทวงถามหรือหมายศาลเกี่ยวกับ หนี้มรดก ควรรวบรวมเอกสารให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะหลักฐานเกี่ยวกับ “วันที่เจ้าหนี้รู้ถึงการเสียชีวิต”

1. มรณบัตรและทะเบียนบ้าน

ใช้ยืนยันวันถึงแก่ความตายของผู้ตาย รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับทายาท

2. หนังสือทวงถามของเจ้าหนี้

ควรเก็บต้นฉบับ ซองจดหมาย และเอกสารแนบทั้งหมด

โดยเฉพาะกรณีที่หนังสือระบุว่า

“นาย...ถึงแก่ความตาย”

หรือระบุชื่อทายาท ผู้จัดการมรดก หรือกองมรดก

เอกสารดังกล่าวอาจมีความสำคัญต่อการพิสูจน์ว่าเจ้าหนี้ทราบเรื่องการเสียชีวิตแล้ว

3. หลักฐานการแจ้งการตายแก่เจ้าหนี้

เช่น

  • หนังสือแจ้ง

  • ใบรับเอกสาร

  • ไปรษณีย์ตอบรับ

  • อีเมล

  • LINE

  • ข้อความสนทนา

4. บันทึกการติดต่อกับเจ้าหนี้

หากเคยมีการโทรศัพท์ ติดต่อสาขา หรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการเสียชีวิต ควรเก็บหลักฐานที่มีอยู่ไว้

5. หลักฐานเกี่ยวกับวันฟ้อง

ควรตรวจสอบวันฟ้องที่แท้จริงจากคำฟ้องและเอกสารของศาล เพราะการคำนวณอายุความต้องเทียบกับวันฟ้องอย่างถูกต้อง

6. หลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์มรดก

เช่น

เพื่อใช้กำหนดขอบเขตความรับผิดตามมาตรา 1601


หากถูกฟ้องหนี้มรดก ควรตรวจสอบ 6 เรื่อง

ก่อนยอมรับหนี้ ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า

1. ผู้ตายเป็นหนี้จริงหรือไม่ ? มีสัญญาหรือหลักฐานการก่อหนี้หรือไม่

2. หนี้มีอายุความเดิมเท่าใด ? แต่ละประเภทมีอายุความแตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกหนี้มีอายุความ 1 ปี

3. เจ้าหนี้รู้ว่าผู้ตายเสียชีวิตเมื่อใด ? นี่คือประเด็นสำคัญของมาตรา 1754 วรรคสาม

4. ใครเป็นผู้รู้แทนเจ้าหนี้ ? โดยเฉพาะกรณีเจ้าหนี้เป็นธนาคาร บริษัท หรือหน่วยงานของรัฐ ต้องตรวจสอบผู้รับมอบอำนาจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

5. ทายาทได้รับทรัพย์มรดกเท่าใด ?เพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดตามมาตรา 1601

6. จำนวนหนี้ที่เจ้าหนี้ฟ้องถูกต้องหรือไม่ ? ควรตรวจเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าใช้จ่าย และรายการชำระเงินทุกงวด


ระวังการรับสภาพหนี้ หากกำลังต่อสู้เรื่องอายุความ

หากทายาทกำลังพิจารณาว่าหนี้มรดกขาดอายุความแล้วหรือไม่ ควรระมัดระวังการดำเนินการที่อาจมีผลต่ออายุความ เช่น การชำระหนี้บางส่วนหรือการรับสภาพหนี้

ดังนั้น หากได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ ไม่ควรรีบลงนามในเอกสารหรือทำข้อตกลงชำระหนี้โดยไม่ตรวจสอบผลทางกฎหมายก่อน


สรุป หนี้มรดกมีอายุความ 1 ปีหรือไม่ ?

หนี้มรดกไม่ได้มีอายุความ 1 ปีทุกกรณี แต่หากเป็นสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีต่อเจ้ามรดกซึ่งเข้าเงื่อนไขตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

ขณะเดียวกัน มาตรา 1754 วรรคสี่ ยังกำหนดกรอบสูงสุดไว้ 10 ปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

ส่วนทายาทมีหลักความรับผิดตามมาตรา 1601 คือ ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

สำหรับการต่อสู้เรื่องอายุความ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรู้ว่า

“ผู้ตายเสียชีวิตวันที่เท่าใด”

แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า

“เจ้าหนี้รู้หรือควรได้รู้ถึงการเสียชีวิตเมื่อใด และใครเป็นผู้รู้แทนเจ้าหนี้?”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2569 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของผู้รับมอบอำนาจของนิติบุคคล ขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568 ยืนยันความสำคัญของวันที่เจ้าหนี้รู้ถึงการเสียชีวิต

ดังนั้น หากท่านได้รับหนังสือทวงถามหรือถูกฟ้องในฐานะ ทายาทของผู้ตาย ผู้ค้ำประกัน หรือผู้รับมรดก ควรตรวจสอบทั้ง อายุความ วันรู้ถึงการเสียชีวิต ขอบเขตทรัพย์มรดก และจำนวนหนี้ที่แท้จริง ก่อนยอมรับความรับผิด


กฎหมายและคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

ถูกฟ้องเรียกหนี้ของผู้ตายในฐานะทายาท ต้องทำอย่างไร ?
หากได้รับหมายศาล หนังสือทวงถาม หรือถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้แทนผู้เสียชีวิต ควรตรวจสอบอายุความ ขอบเขตทรัพย์มรดก และหลักฐานเกี่ยวกับวันที่เจ้าหนี้รู้ถึงการเสียชีวิตก่อนตัดสินใจรับสภาพหนี้

ปรึกษาคดีกับทนายเจตน์สฤษฎิ์

เพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและวางแนวทางต่อสู้คดีอย่างเหมาะสม
ติดต่อได้ที่ Line: @280cwfgf

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น