ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 16 Sep 2026 · 11:31 น. 56 ครั้ง คดีแพ่ง สัญญาและหนี้สิน
ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน
แชร์: คัดลอกแล้ว!

ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน

มาตรา 653การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่

ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน

หลักทั่วไป : กู้ยืมเงินต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเมื่อไหร่

การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้

จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ เกณฑ์เรื่อง "ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ" นี้ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่จำนวนเงินที่กู้ยืมเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไปเท่านั้น หากยืมกันไม่เกิน 2,000 บาท กฎหมายไม่บังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ผู้ให้กู้จึงฟ้องร้องบังคับคดีได้แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเลย เพียงแต่ในทางปฏิบัติก็ยังต้องนำสืบพยานหลักฐานอื่นให้ศาลเชื่อว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริง

สำหรับกรณีที่กู้ยืมเกิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นกรณีส่วนใหญ่ในทางปฏิบัติ หากไม่มีสัญญากู้ยืมเงินเป็นกระดาษที่ลงลายมือชื่อผู้กู้ไว้ตั้งแต่ต้น คำถาม คือ หลักฐานการสนทนาผ่านไลน์ (LINE) หรือเฟซบุ๊ก (Facebook) จะใช้แทนหนังสือสัญญาและลายมือชื่อได้หรือไม่

พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 เข้ามาช่วยได้อย่างไร

กฎหมายที่เข้ามาแก้ปัญหานี้คือพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ซึ่งวางหลักให้ข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีบทบัญญัติสำคัญดังนี้

นิยามตามมาตรา 4

"ธุรกรรม" หมายความว่า การกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ หรือในการดำเนินงานของรัฐตามที่กำหนดในหมวด 4

"ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า ธุรกรรมที่กระทำขึ้นโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน

"ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า ข้อความที่ได้สร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือโทรสาร

"ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า อักษร อักขระ ตัวเลข เสียงหรือสัญลักษณ์อื่นใดที่สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งนำมาใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น และเพื่อแสดงว่าบุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น

มาตรา 7 และ มาตรา 8 : ห้ามปฏิเสธข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพียงเพราะไม่ใช่กระดาษ

มาตรา 7 ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว

มาตรา 7 และมาตรา 8 ประกอบมาตรา 9 เป็นฐานสำคัญที่ทำให้ข้อความแชทไลน์หรือเฟซบุ๊กสามารถนำมาพิจารณาเป็น "หลักฐานเป็นหนังสือ" และ "ลายมือชื่อ" ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ได้ หากข้อมูลดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

มาตรา 9 : เงื่อนไขของ "ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์" ที่มักถูกมองข้าม

อย่างไรก็ตาม การที่ข้อความอิเล็กทรอนิกส์จะถือว่า "มีการลงลายมือชื่อ" ตามกฎหมายนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีชื่อบัญชีปรากฏอยู่ในแชท แต่ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขในมาตรา 9 ซึ่งกำหนดว่าจะถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีการลงลายมือชื่อแล้ว ต่อเมื่อใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อได้ และแสดงให้เห็นว่าเจ้าของลายมือชื่อยอมรับข้อความนั้นว่าเป็นของตน โดยวิธีการดังกล่าวต้องเชื่อถือได้เหมาะสมกับพฤติการณ์แวดล้อมของกรณีนั้น ๆ

ข้อความหรือการกระทำที่เกิดขึ้นผ่านบัญชี Facebook หรือ LINE อาจนำมาพิจารณาเป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ หากพยานหลักฐานโดยรวมแสดงให้เห็นอย่างน่าเชื่อถือว่าวิธีการดังกล่าวสามารถระบุตัวผู้ส่ง และแสดงว่าบุคคลนั้นยอมรับข้อความดังกล่าวเป็นของตน ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์ของแต่ละกรณี ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดที่ใช้ได้กับทุกกรณี

ศาลพิจารณาน้ำหนักพยานหลักฐานแชทอย่างไร

แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานได้ แต่ในทางปฏิบัติศาลยังคงใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นรายคดีไป มิใช่ว่ามีแชทปรากฏก็จะฟ้องชนะเสมอไป ปัจจัยที่ศาลมักนำมาพิจารณาประกอบกัน ได้แก่

  • ข้อความในแชทต้องชัดเจนเพียงพอว่าเป็นการขอกู้ยืมเงิน ระบุตัวผู้ขอยืม จำนวนเงิน และเจตนาที่จะคืนเงิน มิใช่เพียงถ้อยคำกำกวมทั่วไป เช่น พูดถึงเรื่องเงินลอย ๆ โดยไม่ระบุยอดหรือมูลหนี้ให้ชัดเจน

  • ความน่าเชื่อถือและความเป็นตัวตนของบัญชีผู้ใช้ที่สนทนาด้วย ว่าเชื่อมโยงกับตัวผู้กู้ได้จริงหรือไม่

  • ความต่อเนื่องและความสอดคล้องของข้อความในบทสนทนาทั้งชุด ไม่ใช่หยิบยกเพียงข้อความบางท่อนที่ตัดตอนมา

  • ความสอดคล้องระหว่างข้อความในแชทกับหลักฐานการโอนเงิน เช่น วันเวลาที่ตกลงกันในแชทตรงกับวันเวลาที่ปรากฏในสลิปโอนเงินหรือรายการเดินบัญชีหรือไม่

  • พฤติการณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี ร่องรอยการทวงถามหนี้ หรือการยอมรับสภาพหนี้ในภายหลัง

ด้วยเหตุนี้ ผู้ให้กู้จึงไม่ควรใช้เพียงภาพแคปข้อความบางส่วนเป็นหลักฐาน แต่ควรเก็บบทสนทนาทั้งชุดให้ครบถ้วนต่อเนื่อง เพื่อให้ศาลเห็นบริบทของการกู้ยืมเงินได้อย่างชัดเจนที่สุด

หลักฐาน 3 ประการที่ผู้ให้กู้ควรเตรียมก่อนฟ้อง

เมื่อไม่มีสัญญากู้ยืมเงินเป็นกระดาษ ผู้ให้กู้ควรรวบรวมหลักฐานอย่างน้อย 3 ประการดังต่อไปนี้ ให้ครบถ้วนก่อนฟ้องคดี

  • หลักฐานข้อความสนทนาในการขอกู้ยืมเงินผ่านแชท ที่แสดงตัวผู้ขอยืม จำนวนเงิน กำหนดเวลาที่จะใช้คืนอย่างชัดเจน และมีข้อความที่เชื่อมโยงกับเงินที่โอนให้เห็นว่าเป็นเงินก้อนเดียวกัน

  • หลักฐานบัญชีผู้ใช้ในสื่อสังคมออนไลน์ของผู้กู้ยืมเงิน เพื่อยืนยันตัวตนของเจ้าของบัญชีที่สนทนาด้วย

  • หลักฐานการโอนเงินผ่านธนาคารหรือแอปพลิเคชันของธนาคาร ที่ระบุวันเวลาการโอนเงินให้ผู้กู้ยืมไว้อย่างครบถ้วน หากชื่อบัญชีผู้ใช้ในสื่อสังคมออนไลน์กับชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารที่รับโอนเงินไม่ตรงกัน ควรให้ผู้กู้ยืมยืนยันหรือหาหลักฐานเชื่อมโยงเพิ่มเติม เพื่ออธิบายว่าบัญชีธนาคารดังกล่าวเป็นของใครและเกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้กู้ยืมเงิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ฟ้องคดีกู้ยืมเงิน

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันหลักการข้างต้น และควรอ้างอิงประกอบการฟ้องคดี

คำพิพากษาฎีกาที่ 3622/2568 เป็นคดีล่าสุดที่แสดงข้อจำกัดของหลักฐานแชทได้ชัดเจนที่สุด ข้อเท็จจริงคือ โจทก์และจำเลยโทรศัพท์คุยกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์สองครั้งในวันเดียวกัน ก่อนที่โจทก์จะโอนเงิน 100,000 บาทเข้าบัญชีให้จำเลย และจำเลยตอบกลับด้วยสติกเกอร์คำว่า "ขอบคุณครับ" เท่านั้น โดยไม่มีข้อความใดในบทสนทนาระบุว่าเงินที่โอนให้เป็นการกู้ยืม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บทสนทนาทางไลน์จะเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 7 และแม้จะถือได้ว่าการส่งสติกเกอร์ขอบคุณเป็นการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยตามมาตรา 9 ก็ตาม แต่ประเด็นชี้ขาดอยู่ที่มาตรา 8 คือ ตัวเนื้อหาของข้อความอิเล็กทรอนิกส์นั้นเองต้องสื่อความหมายว่าเป็นการกู้ยืมเงินด้วย จึงจะถือว่าเป็นหลักฐานเป็นหนังสือแห่งการกู้ยืมตามมาตรา 653 วรรคหนึ่งได้ เมื่อบทสนทนาไม่มีข้อความใดแสดงเจตนากู้ยืมเลย ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นจึงไม่มีผลผูกพันให้จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การมีบทสนทนาหรือแม้แต่การตอบรับด้วยสติกเกอร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื้อหาของข้อความต้องสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมและมีหน้าที่ต้องชำระคืน

ข้อสังเกตที่สำคัญคือ ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่าสติกเกอร์ดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตรงกันข้าม ศาลรับว่าการส่งสติกเกอร์ "ขอบคุณครับ" อาจถือเป็นการลงลายมือชื่อได้ตามมาตรา 9 เพียงแต่เนื้อหาของบทสนทนาไม่มีข้อความใดแสดงว่าเงิน 100,000 บาทที่โอนไปเป็นเงินกู้ จึงไม่ผ่านเงื่อนไขของมาตรา 653 ต่างหาก บทเรียนจากคดีนี้จึงไม่ใช่ "ส่งสติกเกอร์ขอบคุณ = ใช้ฟ้องไม่ได้" แต่คือเนื้อหาของข้อความทั้งหมดต้องสื่อความหมายถึงการกู้ยืมเงินให้ชัดเจน

คำพิพากษาฎีกาที่ 2162/2567ป็นคู่เทียบที่ดีกับฎีกาที่ 3622/2568 ข้อเท็จจริงคือมีการโอนเงินและสนทนาผ่านไลน์รวมหลายครั้ง ซึ่งศาลฎีกาแยกพิจารณาเป็นรายการไป การโอนเงินครั้งที่ 1 ไม่มีข้อความเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินปรากฏเลย จึงฟ้องบังคับคดีไม่ได้ ส่วนการโอนเงินครั้งที่ 19 ถึง 20 ไม่ปรากฏข้อความ "ตกลง" ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงฟ้องไม่ได้เช่นกัน แต่สำหรับการโอนเงินครั้งที่ 2 ถึง 18 มีข้อความระบุชัดเจนว่าเป็นการให้ยืมเงิน ระบุจำนวนเงิน และจำเลยตอบกลับว่า "ตกลง" ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อความส่วนนี้ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือที่มีลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ตามกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าศาลพิจารณาความสมบูรณ์ของข้อความเป็นรายการ ไม่ใช่ตัดสินภาพรวมทั้งหมดในคราวเดียว และเมื่อนำมาเทียบกับฎีกาที่ 3622/2568 แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าอะไรทำให้แชทชุดหนึ่งใช้ฟ้องได้แต่อีกชุดหนึ่งฟ้องไม่ได้ กล่าวโดยสรุป ข้อความและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องต้องมีเนื้อหาและพฤติการณ์เพียงพอที่จะเชื่อมโยงให้เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่ให้กู้ยืมและผู้รับมีหน้าที่ต้องชำระคืน

คำพิพากษาฎีกาที่ 8089/2556 เป็นคดีบุกเบิกที่วางหลักการนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาปรับใช้กับหลักฐานการกู้ยืมเงิน ข้อเท็จจริงคือจำเลยใช้บัตรกดเงินสดควิกแคชพร้อมใส่รหัสส่วนตัวถอนเงิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการใส่รหัสส่วนตัวถอนเงินเช่นนี้เปรียบได้กับการลงลายมือชื่อตนเองตามมาตรา 9 ประกอบกับจำเลยเคยทำเอกสารขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ที่มีข้อความรับสภาพหนี้และลงลายมือชื่อไว้ จึงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ตามมาตรา 7, 8 และ 9 แม้ข้อเท็จจริงของคดีนี้จะไม่ใช่การกู้ยืมผ่านแชทไลน์หรือเฟซบุ๊กโดยตรง แต่เป็นคดีที่วางรากฐานสำคัญว่าพฤติกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่าง ๆ สามารถนำมาปรับใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้ตามกฎหมายฉบับนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 6183/2556 วางหลักเรื่องรูปแบบของหลักฐานเป็นหนังสือไว้ว่า เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมไม่จำเป็นต้องระบุชัดแจ้งว่าเป็นหนี้เงินกู้ยืม เพียงมีข้อความแสดงให้เห็นว่ามีหนี้สินอันจะพึงต้องชำระให้แก่กัน และคู่ความสามารถนำสืบพยานบุคคลประกอบเพื่ออธิบายว่าหนี้ที่ระบุไว้นั้นเกิดจากนิติสัมพันธ์เรื่องกู้ยืมเงินได้ หลักนี้สนับสนุนแนวทางที่ให้นำข้อความแชทซึ่งมีเนื้อหาแสดงมูลหนี้ชัดเจนมาใช้เป็นหลักฐานได้ แม้จะไม่ได้อยู่ในรูปสัญญาที่เป็นทางการ ทั้งนี้ ต้องไม่นำหลักนี้ไปขัดกับฎีกาที่ 3622/2568 ข้างต้น กล่าวคือ แม้ไม่จำเป็นต้องมีคำว่า "สัญญากู้ยืมเงิน" ปรากฏอยู่ในทุกกรณี แต่ข้อความนั้นต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินได้อย่างแท้จริง

เมื่อพิจารณาแนวคำพิพากษาทั้งสี่คดีประกอบกันจะเห็นได้ว่า หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่รูปแบบว่าเป็นแชทหรือกระดาษ แต่อยู่ที่ตัวเนื้อหาของข้อความต้องสื่อความหมายถึงการกู้ยืมเงินและมูลหนี้ที่ต้องชำระคืนอย่างชัดเจนตามมาตรา 8 เป็นสำคัญ ส่วนเรื่องการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 9 นั้นศาลตีความค่อนข้างกว้าง แม้แต่การส่งสติกเกอร์ตอบกลับก็อาจเข้าข่ายได้ในบางกรณี

อายุความฟ้องเรียกเงินคืน

โดยทั่วไป หนี้กู้ยืมเงินมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยเริ่มนับแต่วันที่เจ้าหนี้สามารถบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ทั้งนี้ วันเริ่มนับอายุความต้องพิจารณาจากกำหนดชำระและเงื่อนไขของสัญญากู้เป็นรายกรณีไป เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะสำหรับหนี้เงินกู้ยืมทั่วไป ผู้ให้กู้จึงควรฟ้องร้องภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว มิฉะนั้นสิทธิเรียกร้องอาจถูกยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้

สรุปและคำแนะนำในทางปฏิบัติ

  • เก็บบทสนทนาทั้งชุดให้ครบถ้วน อย่าเก็บเฉพาะบางข้อความ และควรบันทึกภาพหน้าจอที่แสดงชื่อบัญชี วันเวลา และเนื้อหาการสนทนาอย่างต่อเนื่อง

  • ตรวจสอบให้ชื่อบัญชีธนาคารที่โอนเงินเข้าตรงกับตัวตนของผู้กู้ยืม หากไม่ตรงกันให้หาหลักฐานเชื่อมโยงเพิ่มเติมไว้ล่วงหน้า

  • หากเป็นไปได้ ควรขอให้ผู้กู้ยืนยันยอดหนี้หรือทำหนังสือรับสภาพหนี้เพิ่มเติมภายหลัง เพื่อเสริมความหนักแน่นของพยานหลักฐาน

  • ควรดำเนินการฟ้องร้องภายในอายุความหนี้ 10 ปี โดยเริ่มนับจากวันที่เจ้าหนี้สามารถบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณากำหนดชำระและเงื่อนไขของการกู้ยืมในแต่ละกรณี เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ

หากท่านมีหลักฐานการกู้ยืมเงินผ่านแชทไลน์หรือเฟซบุ๊ก และไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอต่อการฟ้องร้องหรือไม่ ควรปรึกษาทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ เพื่อประเมินพยานหลักฐานที่มีอยู่ ว่ามีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเพียงพอสำหรับการฟ้องร้องหรือไม่ และควรดำเนินการอย่างไรเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนฟ้องคดี

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น