ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดก
หมายถึง บุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย ได้แก่ การรวบรวมทรัพย์มรดก ชำระหนี้สินของกองมรดก และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมหรือตามที่กฎหมายกำหนด โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก
ผู้จัดการมรดกอาจเกิดขึ้นได้ 3 ทางตามมาตรา 1711 – 1713 คือ (1) ตั้งโดยพินัยกรรม (2) ตั้งโดยบุคคลที่พินัยกรรมระบุให้เป็นผู้ตั้ง และ (3) ตั้งโดยคำสั่งศาล ซึ่งเป็นกรณีที่พบมากที่สุดในทางปฏิบัติ
สถานะทางกฎหมายที่สำคัญ คือ ผู้จัดการมรดกมีฐานะเสมือนตัวแทนของกองมรดก ต้องรับผิดต่อทายาทตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน (มาตรา 1720) จึงไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่แทนทายาททุกคน หากละเลยหน้าที่หรือโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเอง อาจถูกถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 1727 และอาจมีความผิดอาญาฐานยักยอกได้
การยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินทุกอย่างของผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน บ้าน เงินฝากในธนาคาร รถยนต์ หรือหุ้น รวมทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ย่อมกลายเป็น "มรดก" ตกทอดแก่ทายาททันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 แต่ในทางปฏิบัติ ทายาทจะยังไม่สามารถโอนที่ดิน ถอนเงินจากบัญชี หรือโอนทะเบียนรถของผู้ตายได้ทันที เพราะหน่วยงานอย่างสำนักงานที่ดิน ธนาคาร หรือกรมการขนส่งทางบก จะเรียกให้แสดง คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก เสียก่อน
บทความนี้เรียบเรียงโดยทีมกฎหมายของสำนักงาน อธิบายทุกขั้นตอนของการ ขอตั้งผู้จัดการมรดก ตั้งแต่ข้อกฎหมาย ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง คุณสมบัติผู้จัดการมรดก เอกสารที่ต้องเตรียม ช่องทางการยื่น (ผ่านพนักงานอัยการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือ ผ่านทนายความ) ค่าธรรมเนียมศาล ระยะเวลา ไปจนถึงหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลังศาลมีคำสั่ง พร้อมอ้างอิงตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ท่านดำเนินการได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
สรุปสั้นสำหรับผู้อ่านที่รีบ : หากทายาททุกคนยินยอมพร้อมกันและไม่มีผู้คัดค้าน ท่านสามารถขอให้ พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลแทนได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (เสียเฉพาะค่าธรรมเนียมศาล เริ่มต้นที่ค่าขึ้นศาล 200 บาท) ที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด (สคช.) ในท้องที่ของท่าน หรือจะยื่นคำร้องเองหรือผ่านทนายความก็ได้ ซึ่งเหมาะกับกรณีเร่งด่วนหรือกรณีที่ทายาทตกลงกันไม่ได้
ข้อควรเข้าใจให้ถูกต้อง : ผู้จัดการมรดกไม่ใช่เจ้าของมรดก
จุดที่ประชาชนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด คือ คิดว่าใครได้เป็นผู้จัดการมรดกแล้วจะได้ทรัพย์มรดกทั้งหมดไปคนเดียว ความจริง คือ ผู้จัดการมรดกเป็นเพียง "ผู้ทำหน้าที่แทนกองมรดก" ไม่ใช่ผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาททุกคนตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด มาตรา 1720 ยังบัญญัติให้ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดต่อทายาทเสมือนเป็นตัวแทน หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่น นอกจากจะถูกร้องขอให้ศาลถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 1727 แล้ว ยังอาจมีความผิดอาญาฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 ซึ่งมีระวางโทษหนักขึ้นเพราะกระทำในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลอีกด้วย
ข้อกฎหมายหลัก : มาตรา 1713 ใครยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้บ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์
เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือ มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือในการแบ่งปันมรดก
เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ
ในทางปฏิบัติ เหตุตามอนุมาตรา (2) คือเหตุที่ใช้อ้างมากที่สุด กล่าวคือ เมื่อธนาคารไม่ยอมจ่ายเงินฝากของผู้ตาย หรือสำนักงานที่ดินไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้ โดยแจ้งให้ไปขอคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกมาก่อน กรณีเช่นนี้ถือเป็น "เหตุขัดข้องในการจัดการมรดก" ที่ทำให้ทายาทมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้แล้ว
ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง 3 ประเภท
1) ทายาท
หมายถึง ทั้ง ทายาทโดยธรรม ตามลำดับในมาตรา 1629 และ ผู้รับพินัยกรรม โดยทายาทโดยธรรมที่จะยื่นคำร้องได้ต้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกจริงตามลำดับชั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5543/2551) ทายาทโดยธรรมมี 6 ลำดับ ได้แก่ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา และคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นทายาทโดยธรรมด้วยตามมาตรา 1635 ทั้งนี้ ทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดกโดยพินัยกรรมย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14777/2558)
2) ผู้มีส่วนได้เสีย
หมายถึง บุคคลที่จะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากการจัดการมรดก แม้ไม่ใช่ทายาทก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้ เช่น
ผู้สืบสิทธิของทายาท — คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2551 วินิจฉัยว่า ผู้มีส่วนได้เสียไม่จำต้องเป็นทายาทโดยตรง หากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายก่อนได้รับส่วนแบ่ง ผู้สืบสิทธิของทายาทนั้นก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้
สามี หรือภริยา ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งอยู่กินและทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย ย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2731/2556 และแนวเดียวกันใน 3785–3787/2552)
เจ้าหนี้ของกองมรดก กรณีเจ้ามรดกไม่มีทายาทเลย — คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2531 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า แม้มรดกที่ไม่มีทายาทจะตกแก่แผ่นดิน แต่แผ่นดินมิใช่ทายาท เจ้าหนี้ไม่อาจบังคับชำระหนี้ได้จนกว่าจะมีผู้จัดการมรดก จึงถือว่าเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้
ผู้รับมรดกแทนที่ ตามมาตรา 1639 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2733/2548) และ ผู้ใช้อำนาจปกครอง/ผู้แทนโดยชอบธรรมของทายาทผู้เยาว์ (แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2052/2558)
ในทางกลับกัน บุตรของทายาทซึ่งทายาทนั้นยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องเองได้
3) พนักงานอัยการ
พนักงานอัยการมีอำนาจยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกแทนประชาชนได้ตามมาตรา 1713 ซึ่งเป็นที่มาของบริการของ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี (สคช.) ที่จะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป
ใครเป็นผู้จัดการมรดกได้บ้าง : คุณสมบัติตามมาตรา 1718
ข้อเท็จจริงที่หลายคนไม่ทราบคือ ผู้จัดการมรดกไม่จำเป็นต้องเป็นทายาท คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1861/2534 วางหลักไว้ชัดเจนว่า มาตรา 1713 บังคับเพียงว่า ผู้ยื่นคำร้อง ต้องเป็นทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ แต่ ตัวผู้จัดการมรดก ที่ขอให้ศาลตั้งนั้นจะเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ ขอเพียงไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 1718 ซึ่งได้แก่
ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ (อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ และไม่ได้บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส)
บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย
นอกจากคุณสมบัติตามกฎหมายแล้ว ศาลยังพิจารณาความเหมาะสมและความสุจริตของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกด้วย โดยมาตรา 1713 วรรคสอง กำหนดว่า ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม ถ้าไม่มี ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติวรรคสองนี้เป็นเพียงแนวทาง มิใช่บทบังคับเด็ดขาด ศาลอาจตั้งบุคคลอื่นหรือตั้งหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1481/2518 และ 4419/2562)
2 ช่องทางในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
ช่องทางที่ 1 : ขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องให้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล)
หากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก ทุกคน ให้ความยินยอมตรงกันว่าจะตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดก และไม่มีผู้ใดคัดค้าน ท่านสามารถไปติดต่อ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด (สคช.) ในท้องที่ของท่าน เพื่อขอให้พนักงานอัยการเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกแทน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ท่านชำระเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลเท่านั้น
หลักเกณฑ์สำคัญของช่องทางนี้ คือใช้ได้เฉพาะกรณีที่ (ก) ทายาทจัดเตรียมเอกสารครบถ้วน และ (ข) ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย ทุกคน ให้ความยินยอมในการตั้งบุคคลเดียวกันเป็นผู้จัดการมรดก โดยต้องมาลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมต่อหน้าพนักงานอัยการหรือเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานอัยการ สคช. ในท้องที่จังหวัดของท่าน
กรณีทายาทบางคนเดินทางมาไม่ได้ :
อยู่ต่างจังหวัดหรือเดินทางมาไม่สะดวก — ทายาทผู้ให้ความยินยอมต้องจัดทำหนังสือให้ความยินยอมตามแบบ และให้ ข้าราชการ รับรองการลงลายมือชื่อ พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้รับรอง
อยู่ต่างประเทศ — ต้องลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมโดยมีพยานรับรองลายมือชื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม กล่าวคือ ถ้าอยู่ในเมืองที่มีสถานกงสุลไทย ให้กงสุลเป็นพยานรับรอง แต่ถ้าอยู่ในเมืองที่ไม่มีสถานกงสุลไทย ให้เจ้าพนักงานโนตารีปับลิก (Notary Public) หรือแมยิสเตร็ด (Magistrate) หรือบุคคลอื่นซึ่งกฎหมายท้องถิ่นให้อำนาจเป็นพยานในเอกสารเช่นว่านั้นเป็นผู้รับรอง และต้องมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศแสดงว่าบุคคลผู้เป็นพยานนั้นมีอำนาจกระทำการได้
ช่องทางนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่ทายาททุกคนตกลงกันได้เรียบร้อยและไม่เร่งด่วนมาก เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด
ช่องทางที่ 2 : ยื่นคำร้องเอง หรือ ให้ทนายความยื่นแทน
ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลด้วยตนเอง หรือ แต่งตั้งทนายความให้ดำเนินการแทนได้ ช่องทางนี้เหมาะกับกรณีต่อไปนี้
ทายาทบางคนไม่ให้ความยินยอม ติดต่อไม่ได้ หรือมีแนวโน้มจะมีผู้คัดค้าน
ต้องการความรวดเร็ว หรือมีธุรกรรมเร่งด่วน เช่น ทรัพย์มรดกมีภาระหนี้ที่ต้องรีบจัดการ
ข้อเท็จจริงซับซ้อน เช่น มีพินัยกรรมหลายฉบับ มีบุตรนอกสมรส มีทรัพย์สินหลายจังหวัดหรือในต่างประเทศ
ทายาทประสงค์จะตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกันหลายคน หรือมีข้อพิพาทเรื่องสัดส่วนมรดก
ค่าใช้จ่ายจะมีค่าวิชาชีพทนายความเพิ่มขึ้นตามอัตราของแต่ละสำนักงาน แต่ได้ความคล่องตัวในการเตรียมคำร้อง การนำพยานเข้าไต่สวน และการรับมือกับผู้คัดค้าน (หากมี)
เอกสารที่ต้องเตรียมในการขอตั้งผู้จัดการมรดก
เอกสารแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ให้เตรียม อย่างละ 3 ชุด (ต้นฉบับ 1 พร้อมสำเนา) โดยผู้ร้องหรือทายาทต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง ทุกแผ่น
กลุ่มที่ 1: เอกสารของเจ้ามรดก (ผู้ตาย)
สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตาย ฉบับที่นายทะเบียนประทับหรือจำหน่ายคำว่า "ตาย" แล้ว
สำเนาใบมรณบัตร หรือหนังสือรับรองการตาย
สำเนาใบสำคัญการสมรส หรือใบสำคัญการหย่า (แล้วแต่กรณี)
สำเนาหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว–ชื่อสกุล (ถ้ามี)
สำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัว ได้แก่ ทะเบียนสมรส ทะเบียนรับรองบุตร ทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ซึ่งคัดจากที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต
พินัยกรรมของผู้ตาย (ถ้ามี) — สำคัญมาก เพราะมีผลต่อการที่ศาลจะตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรม
กลุ่มที่ 2: เอกสารของผู้ที่จะขอเป็นผู้จัดการมรดก
สำเนาทะเบียนบ้าน
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
สำเนาใบสำคัญการสมรส (ถ้ามี)
สำเนาหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว–ชื่อสกุล (ถ้ามี)
กลุ่มที่ 3: เอกสารของทายาทโดยธรรมทุกคน
หมายถึงบิดา มารดา คู่สมรส บุตร และทายาทลำดับอื่นของผู้ตายที่มีสิทธิรับมรดก ทุกคน
สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของทายาทแต่ละคน
สำเนาใบสำคัญการสมรส และหนังสือเปลี่ยนชื่อ–สกุล (ถ้ามี)
สำเนาใบมรณบัตรของบิดาและ/หรือมารดาของเจ้ามรดก กรณีถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว — หากหาใบมรณบัตรไม่ได้ (เช่น เสียชีวิตนานมากแล้ว) ให้ขอหนังสือรับรองการตายจากที่ว่าการอำเภอแทน
หนังสือให้ความยินยอมในการร้องขอจัดการมรดก ของทายาททุกคน (กรณียื่นผ่านอัยการ ลงชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตามที่อธิบายข้างต้น)
บัญชีเครือญาติ — กรณียื่นผ่านอัยการ สำนักงานอัยการจะจัดทำให้ กรณียื่นผ่านทนายความ ทนายความจะจัดทำประกอบคำร้อง
คำเตือนสำคัญ : ต้องแสดงรายชื่อทายาทให้ครบถ้วนตามความจริง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4703/2552 วินิจฉัยว่า การแสดงบัญชีเครือญาติอันเป็นเท็จเพื่อปิดบังจำนวนทายาทที่แท้จริง เป็นพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริต และเป็นเหตุให้ศาลสั่ง ถอน ผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 ได้
กลุ่มที่ 4: เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
เอกสารแสดงทรัพย์สินที่ปรากฏชื่อเจ้ามรดกทุกรายการ เช่น โฉนดที่ดินหรือ น.ส.3, สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร, ทะเบียนรถยนต์/รถจักรยานยนต์, ใบหุ้นหรือหลักฐานหลักทรัพย์, กรมธรรม์ประกันชีวิต ฯลฯ
ยื่นคำร้องที่ศาลไหน : เขตอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา
คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ต้องยื่นต่อ ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา หากเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาลนั้น โดยทั่วไปได้แก่ศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งในเขตท้องที่ดังกล่าว (คดีมรดกไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง เพราะเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ที่ต้องยื่นต่อศาลจังหวัด)
ค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่าย
ค่าขึ้นศาล 200 บาท — คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท (คดีไม่มีทุนทรัพย์) เสียค่าขึ้นศาลในอัตราคำร้องขอตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ค่านำส่งและค่าประกาศ — ค่าพาหนะและค่าป่วยการในการส่งคำคู่ความ เอกสารทางคดี และค่าประกาศนัดไต่สวน (ปัจจุบันศาลส่วนใหญ่ประกาศผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์/เว็บไซต์ศาล ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลดลงมาก) อัตราเป็นไปตามที่ศาลแต่ละแห่งกำหนด
ค่าวิชาชีพทนายความ — เฉพาะกรณีใช้บริการทนายความ (ช่องทางที่ 2)
ขั้นตอนและระยะเวลา : จากวันยื่นคำร้องถึงวันได้คำสั่งศาล
เตรียมเอกสาร ให้ครบทั้ง 4 กลุ่ม พร้อมรับรองสำเนาทุกแผ่น
ทายาททุกคนลงชื่อให้ความยินยอม (กรณียื่นผ่านอัยการ) หรือ ทนายความจัดทำคำร้องและบัญชีเครือญาติ (กรณียื่นผ่านทนายความ)
ยื่นคำร้องต่อศาล ที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาขณะถึงแก่ความตาย ชำระค่าขึ้นศาล 200 บาท ศาลจะนัดวันไต่สวนคำร้องและประกาศนัดไต่สวนเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้าน โดยทั่วไปนัดไต่สวนประมาณ 30–60 วันนับแต่วันยื่น (แล้วแต่ปริมาณคดีของแต่ละศาล)
วันนัดไต่สวน ผู้ร้องมาศาลเพื่อเบิกความประกอบเอกสารต่อหน้าศาล ใช้เวลาไม่นานหากไม่มีผู้คัดค้าน — หากมีผู้คัดค้าน คดีจะกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งศาลต้องไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย ระยะเวลาจะยาวขึ้น
ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก — กรณีไม่มีผู้คัดค้าน ศาลมักมีคำสั่งในวันไต่สวนนั้นเอง จากนั้นรอให้พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ (1 เดือนนับแต่วันมีคำสั่ง) แล้วขอคัดถ่าย คำสั่งศาลพร้อมหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด เพื่อนำไปใช้ทำธุรกรรม
นำคำสั่งศาลไปดำเนินการ ต่อสำนักงานที่ดิน ธนาคาร กรมการขนส่งทางบก ฯลฯ เพื่อรวบรวมและแบ่งปันทรัพย์มรดก
โดยรวม กรณีปกติที่ไม่มีผู้คัดค้าน กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ยื่นคำร้องจนได้หนังสือรับรองคดีถึงที่สุดมักใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน
หน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลังศาลมีคำสั่ง
การได้รับแต่งตั้งไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งมีกำหนดเวลาชัดเจน
จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก (มาตรา 1728–1729)
ผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาลต้อง ลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาล และต้อง ทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน (ขอขยายต่อศาลได้) โดยทำต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก บัญชีต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของกองมรดกทั้งหมด การละเลยไม่ทำบัญชีโดยไม่มีเหตุอันสมควรอาจเป็นเหตุให้ศาลถอนออกจากตำแหน่งได้ (มาตรา 1731)
จัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายใน 1 ปี (มาตรา 1732)
ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จ ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ระบุไว้ในมาตรา 1728 เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม ทายาทโดยจำนวนข้างมาก หรือศาลจะกำหนดเวลาเป็นอย่างอื่น
ข้อห้ามสำคัญของผู้จัดการมรดก
ห้ามทำนิติกรรมที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เว้นแต่พินัยกรรมอนุญาตหรือได้รับอนุญาตจากศาล (มาตรา 1722) เช่น การซื้อทรัพย์มรดกเป็นของตนเองในราคาต่ำ
ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จจากกองมรดก เว้นแต่พินัยกรรมหรือทายาทโดยจำนวนข้างมากกำหนดให้ (มาตรา 1721)
ต้องจัดการด้วยตนเอง จะมอบให้ผู้อื่นจัดการแทนมิได้ เว้นแต่กรณีตามมาตรา 1723
กรณีมีผู้จัดการมรดกหลายคนตามคำสั่งศาล การทำหน้าที่ต้องถือเอา เสียงข้างมาก ถ้าเสียงเท่ากันให้ศาลชี้ขาด (มาตรา 1726)
การถอนผู้จัดการมรดก (มาตรา 1727)
หากผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ หรือมีเหตุอย่างอื่นที่สมควร เช่น ปิดบังทายาท ยักย้ายทรัพย์มรดก หรือไม่ยอมแบ่งมรดก ผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกได้ แต่ต้องร้องขอ ก่อนที่การปันมรดกจะเสร็จสิ้นลง และศาลอาจไม่ถอนผู้จัดการมรดกคนเดิมแต่ตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่เข้าร่วมด้วยก็ได้หากเห็นว่าเป็นธรรมแก่ทายาททุกฝ่าย (แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4703/2552)
อายุความคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก (มาตรา 1733 วรรคสอง)
คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ทายาทจะฟ้องร้องผู้จัดการมรดก มีอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง
เปรียบเทียบ: ยื่นผ่านอัยการ vs ยื่นผ่านทนายความ
ประเด็น | ผ่านพนักงานอัยการ (สคช.) | ผ่านทนายความ / ยื่นเอง |
|---|---|---|
ค่าดำเนินการ | ไม่มี (เสียเฉพาะค่าธรรมเนียมศาล) | มีค่าวิชาชีพทนายความ |
เงื่อนไข | ทายาททุกคนต้องยินยอมครบ + เอกสารครบ | ไม่ต้องได้รับความยินยอมครบทุกคน |
กรณีมีผู้คัดค้าน | ไม่เหมาะ (ใช้เฉพาะกรณีไม่มีข้อโต้แย้ง) | รองรับได้ ทนายความว่าความแทนได้ |
ความเร็ว | ขึ้นกับคิวและรอบการยื่นของสำนักงานอัยการ | ยืดหยุ่นกว่า เร่งรัดตามความจำเป็นได้ |
เหมาะกับ | ครอบครัวที่ตกลงกันได้ลงตัว ต้องการประหยัด | กรณีเร่งด่วน ซับซ้อน หรือมีข้อพิพาท |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตั้งผู้จัดการมรดกใช้เวลากี่วัน?
กรณีไม่มีผู้คัดค้าน ศาลจะนัดไต่สวนประมาณ 30–60 วันนับแต่วันยื่นคำร้อง และมักมีคำสั่งตั้งในวันไต่สวน จากนั้นรอคดีถึงที่สุดอีกประมาณ 1 เดือน รวมทั้งกระบวนการประมาณ 2–3 เดือน
ค่าใช้จ่ายในการตั้งผู้จัดการมรดกเท่าไหร่?
ค่าขึ้นศาล 200 บาท บวกค่านำส่ง/ค่าประกาศตามอัตราของแต่ละศาล หากยื่นผ่านพนักงานอัยการไม่มีค่าดำเนินการเพิ่ม หากใช้ทนายความจะมีค่าวิชาชีพตามอัตราของสำนักงาน
ผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทหรือไม่?
ไม่จำเป็น บุคคลภายนอกก็เป็นผู้จัดการมรดกได้ ขอเพียงไม่เป็นผู้เยาว์ คนวิกลจริตหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลล้มละลาย ตามมาตรา 1718 (แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1861/2534) แต่ผู้ยื่นคำร้องต้องเป็นทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ
ภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ขอเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่?
แม้ไม่ใช่ทายาทโดยธรรม แต่หากอยู่กินและทำมาหาได้ร่วมกันกับผู้ตาย ย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและเป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2731/2556)
ทายาทบางคนไม่ยินยอม จะตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่?
ได้ แต่จะใช้ช่องทางผ่านพนักงานอัยการไม่ได้ ต้องยื่นคำร้องเองหรือผ่านทนายความ และหากทายาทนั้นยื่นคำคัดค้าน ศาลจะไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายแล้ววินิจฉัยว่าฝ่ายใดสมควรเป็นผู้จัดการมรดก หรืออาจตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันก็ได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองคนเดียว ทายาทอื่นทำอะไรได้บ้าง?
ร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 (ต้องร้องก่อนการปันมรดกเสร็จสิ้น) ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืน และอาจดำเนินคดีอาญาฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354
ต้องยื่นคำร้องที่ศาลไหน?
ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา หากเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ให้ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่ในเขต
เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้แล้ว ยังต้องตั้งผู้จัดการมรดกอีกหรือไม่?
ส่วนใหญ่ยังจำเป็น เพราะหน่วยงานทะเบียนและธนาคารมักเรียกคำสั่งศาลอยู่ดี หากพินัยกรรมระบุตัวผู้จัดการมรดกไว้ ศาลจะตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นหลักตามมาตรา 1713 วรรคสอง เว้นแต่มีเหตุสมควรเป็นอย่างอื่น
บทสรุปและคำแนะนำจากทีมกฎหมาย
การขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นด่านแรกที่แทบทุกครอบครัวต้องผ่านก่อนจะจัดการทรัพย์สินของผู้ที่จากไปได้ หากทายาททุกคนเห็นพ้องกัน ช่องทางผ่านสำนักงานอัยการ สคช. เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุด แต่หากมีความเร่งด่วน ข้อเท็จจริงซับซ้อน หรือมีแนวโน้มข้อพิพาทระหว่างทายาท การปรึกษาทนายความตั้งแต่ต้นจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจลุกลามเป็นคดีความยืดเยื้อในภายหลัง สิ่งสำคัญที่สุดคือความสุจริตและความครบถ้วนของข้อมูลทายาท เพราะการปิดบังทายาทหรือทรัพย์มรดกไม่เพียงเป็นเหตุถูกถอนจากตำแหน่ง แต่ยังอาจนำไปสู่ความรับผิดทางแพ่งและอาญาได้
ปรึกษาคดีกับทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแพ่ง อาญา ครอบครัว มรดก ที่ดิน แรงงาน และคดีอื่น ๆ โดยทนายความผู้มีประสบการณ์ หากต้องการประเมินแนวทางคดีหรือสอบถามข้อมูลเบื้องต้น สามารถติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาได้ ติดต่อ LINE ID: @280cwfgf