ผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดก คือใคร ?
ผู้จัดการมรดก คือ บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่จัดการกองมรดกของผู้ตายตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด โดยอาจเป็นบุคคลที่ผู้ตายกำหนดไว้ในพินัยกรรม หรือเป็นบุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 กำหนดว่า ผู้ทำพินัยกรรมสามารถตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกได้ ส่วนกรณีที่ต้องขอศาลตั้งผู้จัดการมรดก มาตรา 1713 กำหนดให้ทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือ พนักงานอัยการสามารถร้องต่อศาลได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น เมื่อถามว่า “ผู้จัดการมรดก คืออะไร” คำตอบที่เข้าใจง่ายคือ
ผู้จัดการมรดก คือ บุคคลที่มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินและภาระต่าง ๆ ของกองมรดก เพื่อให้ทรัพย์มรดกได้รับการจัดการ ชำระหนี้ และแบ่งปันแก่ผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายหรือพินัยกรรม
ผู้จัดการมรดกไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดกทั้งหมด
ประเด็นนี้สำคัญมาก : การที่บุคคลได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้จัดการมรดก ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกลายเป็นเจ้าของทรัพย์มรดกทั้งหมด ผู้จัดการมรดกมีสถานะเป็นผู้มีหน้าที่จัดการกองมรดก ไม่ใช่ผู้ได้รับมรดกทั้งหมดเป็นของตนเอง ตัวอย่างเช่น นาย ก. เสียชีวิต มีที่ดิน 1 แปลง และมีบุตร 3 คน ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งนาย ข. ซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งให้เป็นผู้จัดการมรดก นาย ข. ย่อมมีหน้าที่จัดการที่ดินและทรัพย์มรดกดังกล่าว แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ดินทั้งแปลงกลายเป็นของนาย ข. เพียงเพราะนาย ข. เป็นผู้จัดการมรดก สิทธิของทายาทแต่ละคนยังต้องพิจารณาตามกฎหมายมรดกหรือพินัยกรรมอีกส่วนหนึ่ง
ผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องเป็นทายาทหรือไม่ ?
เป็นคำถามที่ทนายถูกถามบ่อยมาก จึงขอตอบว่า : ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทเสมอไปครับ
ผู้จัดการมรดกอาจเป็นทายาทของผู้ตาย หรืออาจเป็นบุคคลอื่นก็ได้ หากมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามกฎหมายและได้รับการแต่งตั้งตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น ผู้ตายอาจทำพินัยกรรมตั้งบุคคลหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นทายาทให้เป็นผู้จัดการมรดก หรือในกรณีที่ต้องขอศาลตั้งผู้จัดการมรดก ศาลอาจพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ในการจัดการกองมรดก อย่างไรก็ตามบุคคลที่จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้ต้องมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1718 กล่าวคือ
ต้องไม่เป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
ต้องไม่เป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย
ใครมีสิทธิยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก ?
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 บุคคลที่สามารถร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดก ได้แก่
ทายาท
ผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก
พนักงานอัยการ
แต่การยื่นคำร้องไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีศาลจะต้องตั้งผู้จัดการมรดกให้ทันที เพราะต้องมีเหตุอันสมควรตามที่กฎหมายกำหนด เช่น
ทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมสูญหาย
ทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมอยู่นอกราชอาณาจักร
มีทายาทเป็นผู้เยาว์
ผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถหรือไม่เต็มใจจัดการมรดก
มีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งปันมรดก
ข้อกำหนดพินัยกรรมที่ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับ
หน้าที่ผู้จัดการมรดกมีอะไรบ้าง ?
เมื่อถามว่า “ผู้จัดการมรดกต้องทำอะไรบ้าง” ควรเข้าใจว่าผู้จัดการมรดกไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำทรัพย์สินไปโอนให้ทายาท แต่มีหน้าที่เกี่ยวกับกองมรดกหลายด้าน
1. รวบรวมทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกต้องตรวจสอบและรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตาย เช่น ที่ดิน , บ้านและสิ่งปลูกสร้าง , เงินฝากธนาคาร , รถยนต์ , รถจักรยานยนต์ , หุ้น , หลักทรัพย์ , เงินลงทุน , สิทธิเรียกร้อง , ทรัพย์สินอื่นของผู้ตาย. หากผู้ตายมีทรัพย์สินอยู่หลายแห่ง ผู้จัดการมรดกอาจต้องติดต่อหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลและดำเนินการแทนกองมรดก
2. จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกตามกฎหมาย มาตรา 1728 กำหนดให้ผู้จัดการมรดกต้อง ลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เริ่มหน้าที่ตามมาตรา 1716 (จุดที่ต้องระวัง คือ 15 วันไม่ได้หมายความว่าบัญชีต้องทำเสร็จภายใน 15 วัน) . มาตรา 1729 กำหนดให้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และหากมีเหตุจำเป็น ผู้จัดการมรดกสามารถร้องขอศาลก่อนสิ้นกำหนดเพื่อขอขยายเวลาได้
บัญชีทรัพย์มรดกจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้ทราบว่ากองมรดกมีทรัพย์สินและภาระอะไรอยู่บ้าง
3. ตรวจสอบและชำระหนี้ของกองมรดก ผู้ตายอาจมีหนี้สินก่อนเสียชีวิต เช่น หนี้ธนาคาร, หนี้บัตรเครดิต, หนี้จากสัญญากู้ยืม, หนี้ภาษี, หนี้ตามคำพิพากษา, หนี้หรือภาระผูกพันอื่น ผู้จัดการมรดกจึงมีหน้าที่จัดการหนี้ของกองมรดกตามกฎหมาย ก่อนที่จะดำเนินการแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่ผู้มีสิทธิ ดังนั้น ผู้จัดการมรดกจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียง “รับทรัพย์” แต่ต้องตรวจสอบทั้ง ทรัพย์สินและหนี้สิน ของผู้ตายด้วย
4. ติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ แทนกองมรดก หลังจากศาลมีคำสั่งแต่งตั้ง ผู้จัดการมรดกสามารถนำคำสั่งศาลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการกับหน่วยงานต่าง ๆ ตามประเภทของทรัพย์สิน ตัวอย่างเช่น สำนักงานที่ดิน, ธนาคาร, กรมการขนส่งทางบก, บริษัทหลักทรัพย์, บริษัทประกันภัย, หน่วยงานราชการ, ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ของผู้ตาย
ผู้จัดการมรดกสามารถโอนมรดกที่ดินให้ทายาทได้หรือไม่ ?
คำตอบ คือ ได้ครับ หากเป็นการดำเนินการตามสิทธิของผู้มีสิทธิรับมรดกและเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีผู้ตายมีที่ดินการโอนมรดกที่ดินก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่พบได้บ่อยหลังศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก ตัวอย่างเช่น ผู้ตายมีโฉนดที่ดิน 1 แปลง และมีทายาท 2 คน ต่อมาศาลตั้งบุตรคนหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกสามารถนำคำสั่งศาลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการกับสำนักงานที่ดิน (เพื่อโอนทรัพย์ เช่น การเปลี่ยนชื่อในโฉนดจากผู้ตายไปเป็นชื่อทายาท) เพื่อให้ที่ดินตกแก่ทายาทตามสิทธิได้
การตั้งผู้จัดการมรดก กับ การโอนมรดกที่ดินเป็นคนละขั้นตอนกันนะครับ (เรื่องนี้ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน)
ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาล
↓
ศาลไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก
↓
ผู้จัดการมรดกนำคำสั่งศาลไปดำเนินการ
↓
ติดต่อสำนักงานที่ดินหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
↓
ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีสิทธิ
ดังนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าที่ดินจะเปลี่ยนชื่อเป็นของทายาทโดยอัตโนมัติ แต่ยังคงต้องดำเนินการทางทะเบียนต่อไปก่อน
ผู้จัดการมรดกสามารถขายที่ดินมรดกได้หรือไม่ ?
คำถามนี้ต้องแยกจากการโอนมรดกให้ทายาทก่อนนะครับ เพราะการเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้หมายความว่าสามารถขายทรัพย์มรดกทุกชนิดได้ตามใจ
ต้องพิจารณา : คำสั่งศาล , พินัยกรรม , สิทธิของทายาท , ความจำเป็นในการจัดการกองมรดก , ลักษณะของทรัพย์ , กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้น
หากเป็นการขายทรัพย์เพื่อจัดการหนี้ของกองมรดก หรือเพื่อประโยชน์ในการจัดการกองมรดก ย่อมต้องพิจารณาขอบเขตอำนาจและข้อจำกัดตามกฎหมายเป็นกรณี ๆ ไป
ผู้จัดการมรดกจึงไม่ควรเข้าใจว่า เมื่อได้รับคำสั่งศาลแล้วตนมีสิทธิใช้หรือจำหน่ายทรัพย์มรดกโดยไม่มีข้อจำกัด
ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องทำบัญชีภายในกี่วัน ?
เรื่องนี้มีรายละเอียดที่ควรแยกให้ชัด
ภายใน 15 วัน : ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งต้อง ลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน นับแต่เริ่มหน้าที่
ภายใน 1 เดือน : ต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยสามารถขอศาลขยายเวลาได้หากมีเหตุและร้องขอก่อนครบกำหนด
ภายใน 1 ปี : มาตรา 1732 กำหนดให้ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่กฎหมายกำหนดให้เริ่มหน้าที่ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม ทายาทโดยจำนวนข้างมาก หรือศาลจะกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น
เอกสารตั้งผู้จัดการมรดก มีอะไรบ้าง ?
สำหรับผู้ที่ต้องการ ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก สิ่งสำคัญคือการเตรียมเอกสารให้สามารถแสดงได้ 3 เรื่องหลัก ได้แก่
1. ผู้ตายเป็นใครและเสียชีวิตแล้วจริง
2. ผู้ร้องและทายาทมีความสัมพันธ์กับผู้ตายอย่างไร
3. กองมรดกมีทรัพย์สินอะไรที่ต้องจัดการ
เอกสารของผู้ตาย
ใบมรณบัตร
ทะเบียนบ้านของผู้ตาย
เอกสารการสมรสหรือการหย่า หากเกี่ยวข้อง
เอกสารเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนนามสกุล หากมี
ใบมรณบัตรของบิดา-มารดา หากเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบลำดับทายาท
เอกสารการเสียชีวิตของทายาทที่เสียชีวิตแล้ว หากมี
เอกสารของผู้ร้อง
บัตรประจำตัวประชาชน
ทะเบียนบ้าน
เอกสารเปลี่ยนชื่อ–นามสกุล หากมี
เอกสารที่แสดงความสัมพันธ์กับเจ้ามรดก เช่น สูติบัตร หรือ ทะเบียนสมรส
เอกสารของทายาท
บัตรประจำตัวประชาชน
ทะเบียนบ้าน
สูติบัตร
ทะเบียนสมรสหรือทะเบียนหย่า หากเกี่ยวข้อง
เอกสารเปลี่ยนชื่อ–นามสกุล หากมี
ใบมรณบัตรกรณีทายาทเสียชีวิตแล้ว
เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
นอกจากเอกสารเกี่ยวกับตัวบุคคลแล้ว ควรเตรียมเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ทราบ เช่น
ที่ดิน
โฉนดที่ดิน
น.ส.3
น.ส.3 ก.
เอกสารสิทธิอื่นที่เกี่ยวข้อง
สัญญาจำนอง หากมี
รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
คู่มือจดทะเบียนรถ
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในรถ
เงินฝากธนาคาร
สมุดบัญชีเงินฝาก
เอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับบัญชีธนาคาร
หุ้นหรือหลักทรัพย์
ใบหุ้น
หนังสือรับรองหรือเอกสารจากบริษัท
เอกสารจากบริษัทหลักทรัพย์
และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น อาวุธปืนที่มีทะเบียนหรือปืนถูกกฎหมาย เป็นต้น
ต้องใช้พินัยกรรมหรือไม่ ?
ถ้าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ก็ควรนำพินัยกรรมมาแสดงต่อศาลหรือยื่นคำร้องโดยมีพินัยกรรม
พินัยกรรมอาจมีข้อความเกี่ยวกับ
การกำหนดผู้รับพินัยกรรม
การจัดสรรทรัพย์สิน
การตั้งผู้จัดการมรดก
เงื่อนไขในการจัดการทรัพย์สิน
หากไม่มีพินัยกรรม การแบ่งมรดกจะต้องพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยทายาทโดยธรรมและหลักเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ก่อน ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก ควรตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าผู้ตายมีพินัยกรรมหรือไม่
หนังสือยินยอมของทายาทจำเป็นหรือไม่ ?
ทนายความขอตอบว่า : ไม่ใช่เอกสารที่ต้องมีในทุกคดีครับ หากทายาทคนอื่นยินยอมให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก การมีหนังสือยินยอมพร้อมเอกสารของทายาทสามารถช่วยให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความยินยอมและตัวบุคคลมีความชัดเจนมากขึ้น. อย่างไรก็ตาม หากทายาทไม่ยินยอม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ เพราะต้องพิจารณาว่ามีเหตุจำเป็นตามมาตรา 1713 หรือไม่ และศาลจะเป็นผู้พิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน (การทำงานปกติของทนายเจตน์สฤษฎิ์ คือ จะส่งสำเนาคำร้องไปตามภูมิลำเนาของทายาทที่ไม่ให้ความยินยอมด้วยครับ เพื่อให้ทายาททราบถึงการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนทายาทเมื่อได้รับสำเนาคำร้องแล้วจะมาศาล เพื่อคัดค้าน หรือ ขอเป็นผู้จัดการมรดกร่วม หรือ ไกล่เกลี่ยพูดคุยกับผู้ร้องก็ย่อมสามารถทำได้)
ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกที่ศาลไหน ?
การ ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก ต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ คือ ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะที่ถึงแก่ความตาย. หากขณะถึงแก่ความตายเจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร จึงใช้หลักที่เกี่ยวกับศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น การเลือกศาลจึงไม่ควรพิจารณาจากเพียงว่า “ที่ดินมรดกอยู่จังหวัดไหน” เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ผู้ตายมีที่ดินอยู่จังหวัดหนึ่ง แต่มีภูมิลำเนาอยู่ในอีกจังหวัดหนึ่งขณะถึงแก่ความตาย การยื่นคำร้องต้องพิจารณาหลักเขตอำนาจศาลตามกฎหมาย ไม่ใช่เลือกศาลจากที่ตั้งของที่ดินเพียงอย่างเดียว
ขั้นตอนการยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก
โดยทั่วไปสามารถสรุปขั้นตอนสำคัญได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลของผู้ตาย : ตรวจสอบ :
วันถึงแก่ความตาย
ภูมิลำเนาขณะถึงแก่ความตาย
สถานภาพสมรส
ทายาท
พินัยกรรม
ทรัพย์สิน
หนี้สิน
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบทายาท
รวบรวมข้อมูลทายาททั้งหมด ไม่ควรตรวจสอบเฉพาะผู้ที่เห็นด้วยกับการตั้งผู้จัดการมรดกเท่านั้น
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบทรัพย์มรดก
รวบรวมเอกสาร เช่น โฉนด สมุดบัญชี ทะเบียนรถ ใบหุ้น และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่ 4 เตรียมคำร้องและเอกสาร
จัดทำคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก พร้อมเอกสารประกอบ
ขั้นตอนที่ 5 ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ
คดีขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นกระบวนการที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามหลักเกณฑ์ข้างต้น
ขั้นตอนที่ 6 ศาลพิจารณาและไต่สวน
ศาลจะพิจารณาคำร้อง เอกสาร และพยานหลักฐานว่ามีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่
ขั้นตอนที่ 7 ศาลมีคำสั่ง
หากศาลเห็นว่ามีเหตุและบุคคลที่เสนอให้เป็นผู้จัดการมรดกมีคุณสมบัติเหมาะสม ศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก
ขั้นตอนที่ 8 นำคำสั่งศาลไปจัดการทรัพย์มรดก
หลังได้รับคำสั่งแล้ว ผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการตามหน้าที่ เช่น รวบรวมทรัพย์ จัดการหนี้ ติดต่อธนาคาร และดำเนินการ โอนมรดกที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายหรือพินัยกรรม
หากทายาทคนอื่นไม่ยอม ผู้จัดการมรดกตั้งได้หรือไม่ ?
ต้องแยกเรื่อง “การตั้งผู้จัดการมรดก” ออกจาก “การแบ่งมรดก” การที่ทายาทคนหนึ่งไม่ยินยอม ไม่ได้ทำให้การขอตั้งผู้จัดการมรดกเป็นไปไม่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะการตั้งผู้จัดการมรดกมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีกลไกในการจัดการกองมรดก หากมีเหตุจำเป็นตามมาตรา 1713 ศาลสามารถพิจารณาคำร้องได้ แม้ทายาทบางคนจะไม่เห็นด้วย แต่หากมีข้อพิพาทอย่างจริงจังเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน หรือมีการคัดค้านว่าบุคคลใดมีสิทธิเป็นทายาท เรื่องดังกล่าวอาจทำให้กระบวนการซับซ้อนขึ้น และต้องพิจารณาพยานหลักฐานเป็นรายกรณี
หากผู้จัดการมรดกไม่ทำหน้าที่ จะเกิดอะไรขึ้น ?
ผู้จัดการมรดกมีทั้ง อำนาจและหน้าที่ จึงไม่ใช่บุคคลที่ได้รับอำนาจแล้วสามารถปล่อยให้กองมรดกค้างอยู่โดยไม่ดำเนินการ แต่หากผู้จัดการมรดกละเลยหน้าที่ เช่น
ไม่รวบรวมทรัพย์มรดก
ไม่ทำบัญชี
ไม่แบ่งมรดก
ปิดบังทรัพย์มรดก
เบียดบังทรัพย์มรดก
ดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก
ไม่จัดการมรดกตามหน้าที่
ผู้มีส่วนได้เสียอาจดำเนินการตามกฎหมายเพื่อขอให้ศาลถอดถอนผู้จัดการมรดกได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของแต่ละกรณี
ผู้จัดการมรดกกับทายาท ต่างกันอย่างไร ?
หลายคนเข้าใจว่าคนที่เป็นผู้จัดการมรดกก็คือ เจ้าของทรัพย์มรดก ซึ่งเป็นความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง
ประเด็น | ผู้จัดการมรดก | ทายาท |
|---|---|---|
หน้าที่หลัก | จัดการกองมรดก | รับมรดกตามสิทธิ |
ที่มาของอำนาจ | พินัยกรรมหรือคำสั่งศาลตามกรณี | กฎหมายหรือพินัยกรรม |
เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกทั้งหมดหรือไม่ | ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นผู้จัดการมรดก | มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย |
ต้องจัดการทรัพย์หรือไม่ | มีหน้าที่ | ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จัดการ |
เป็นทั้งสองสถานะได้หรือไม่ | ได้ | ได้ |
ดังนั้น บุคคลหนึ่งอาจเป็นทั้ง ทายาทและผู้จัดการมรดก ในเวลาเดียวกันได้ แต่ต้องแยกบทบาทของทั้งสองสถานะออกจากกัน
สรุป ผู้จัดการมรดก คือใคร และต้องทำอะไรบ้าง ?
ผู้จัดการมรดก คือบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้จัดการกองมรดกของผู้ตายตามกฎหมาย โดยอาจเป็นบุคคลที่ผู้ตายกำหนดไว้ในพินัยกรรม หรือเป็นบุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งตามกรณี
หน้าที่สำคัญของผู้จัดการมรดก ได้แก่
รวบรวมทรัพย์มรดก
ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตาย
จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก
ชำระหนี้ของกองมรดกตามกฎหมาย
ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน เงินฝาก รถยนต์ หุ้น และทรัพย์สินอื่น
ดำเนินการตามพินัยกรรม หากมี
แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีสิทธิ
ดำเนินการโอนทรัพย์มรดก เช่น โอนมรดกที่ดิน
จัดทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกตามกฎหมาย
สำหรับผู้ที่ต้องการ ยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก ควรเริ่มจากการตรวจสอบว่าใครเป็นทายาท มีพินัยกรรมหรือไม่ ผู้ตายมีทรัพย์สินอะไร มีหนี้สินอะไร และเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใดในขณะที่ถึงแก่ความตาย จากนั้นจึงเตรียม เอกสารตั้งผู้จัดการมรดก ให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้จัดการมรดกไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกทั้งหมด แต่เป็นผู้มีหน้าที่จัดการกองมรดกเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและผู้มีสิทธิได้รับมรดก