ฟ้องเรียกบุตรคืน

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 16 Sep 2026 · 02:46 น. 10 ครั้ง คดีแพ่ง คดีครอบครัว
ฟ้องเรียกบุตรคืน
แชร์: คัดลอกแล้ว!

ฟ้องเรียกบุตรคืน

การฟ้องเรียกบุตรคืน (คดีครอบครัว) เมื่อต้องสู้เพื่อสิทธิเลี้ยงดูลูก

ปัญหาพ่อแม่เลิกรากันโดยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แล้วฝ่ายหนึ่งนำบุตรไปดูแลและไม่ยอมให้อีกฝ่ายพบเจอ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในสังคมไทย และสร้างความทุกข์ใจให้แก่ผู้เป็นพ่อหรือแม่ที่ถูกพรากจากลูกอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งโดยหลัก มารดาเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว หากบิดายังไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย

บทความนี้จะสรุปทุกประเด็นสำคัญที่ต้องรู้ในการฟ้องเรียกบุตรกลับคืนจากบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

1. ความสำคัญของสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร : บุตรถือเป็นสิทธิและหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของบิดามารดา ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องความรัก ความผูกพันในครอบครัว แต่ยังเป็นสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองโดยตรง หากมีการนำบุตรไปเลี้ยงดูโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจปกครอง ผู้ปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถใช้สิทธิฟ้องต่อศาลได้ เพื่อปกป้องประโยชน์สูงสุดของเด็ก

2. สถานะบิดา – มารดา และอำนาจปกครองบุตร

2.1 กรณี บิดา – มารดา จดทะเบียนสมรส : เมื่อพ่อแม่จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ทั้งสองคนจะมี “อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน” โดยอัตโนมัติ หมายความว่าทั้งพ่อและแม่มีสิทธิและหน้าที่ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของลูกร่วมกัน เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล หรือการเดินทางไปต่างประเทศ หากต่อมาหย่าร้างกัน ก็สามารถตกลงกันได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้มีอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว หรือจะยังคงมีอำนาจปกครองร่วมกันต่อไป หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ

2.2 กรณี บิดา–มารดา ไม่ได้จดทะเบียนสมรส : นี่คือกรณีที่พบบ่อยและเป็นที่มาของการฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพื่อสิทธิเลี้ยงดูบุตรจำนวนมาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า: “เด็กที่เกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น” พูดง่าย ๆ คือ หากไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน “แม่” จะเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวโดยอัตโนมัติ ส่วน “พ่อ” แม้จะเป็นผู้ให้กำเนิดและให้ใช้นามสกุล แต่ในทางกฎหมายบิดาที่มิได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายยังไม่มีอำนาจปกครองบุตร แต่ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรจะไม่มีความคุ้มครองตามกฎหมายเสียทั้งหมด

ทำอย่างไรให้ “พ่อ” มีสิทธิในตัวลูก ?

บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะกลายเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิในตัวบุตรได้ มีเพียง 3 วิธีเท่านั้น :

1. บิดามารดาสมรสกันในภายหลัง : เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและทำให้มีอำนาจปกครองร่วมกันทันที

2. บิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร : บิดาสามารถไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ แต่วิธีนี้ ต้องได้รับความยินยอมจากมารดาและตัวเด็ก (หากเด็กโตพอที่จะให้ความยินยอมได้)

3. มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตร : หากมารดาไม่ยินยอมให้จดทะเบียนรับรองบุตร บิดาสามารถยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาจากหลักฐานความเป็นพ่อลูก (เช่น การตรวจ DNA , ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร และประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ) มารดาอาจต่อสู้คดีได้หากเห็นว่าการให้บิดารับรองบุตรไม่เป็นประโยชน์แก่เด็ก

3. สิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองมีอะไรบ้าง ?

ผู้มีอำนาจปกครอง ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ มีสิทธิสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตและชีวิตของบุตร ดังนี้

– สิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร : เลือกว่าจะให้ลูกอาศัยอยู่ที่ไหน กับใคร

– สิทธิในการให้การศึกษา : ตัดสินใจเลือกโรงเรียนและแนวทางการศึกษา

– สิทธิในการรักษาพยาบาล : ให้ความยินยอมในการรักษาเมื่อเจ็บป่วย

– สิทธิในการจัดการทรัพย์สินของบุตร : ดูแลทรัพย์สินที่บุตรได้รับมาจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ

– สิทธิในการเรียกบุตรคืน : คือสิทธิในการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นที่นำลูกไปโดยไม่มีอำนาจ

 โปรดระวัง ::: แม้จะเป็นผู้มีอำนาจปกครองตามกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะต้องให้เด็กอยู่กับโจทก์เสมอไป หากอีกฝ่ายพิสูจน์ได้ว่าผู้ใช้อำนาจปกครองใช้อำนาจโดยมิชอบหรือมีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม ศาลอาจพิจารณาถอนหรือเปลี่ยนอำนาจปกครองได้ตามกฎหมาย”

4. เงื่อนไขการฟ้องเรียกบุตรคืน

เงื่อนไขสำคัญในการฟ้องเรียกบุตรกลับคืน คือ “การโต้แย้งสิทธิ” ซึ่งหมายถึงการที่มีบุคคลอื่น (ซึ่งรวมถึงบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปู่ย่า หรือ ญาติ และคนอื่นๆ ด้วย) ได้นำบุตรไปจากความดูแลของผู้มีอำนาจปกครอง และเมื่อถูกทวงถามแล้ว ปฏิเสธที่จะส่งคืน การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้มีอำนาจปกครอง และเป็นเหตุให้สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันที

– ผู้ฟ้องต้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมาย (เช่น มารดาในกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส)

– จำเลยต้องเป็นบุคคลที่กักบุตรไว้โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นบิดา ปู่ ย่า ตา ยาย หรือ บุคคลภายนอก

– ต้องพิสูจน์ได้ว่าเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะและอยู่ในอำนาจปกครองของผู้ฟ้อง

5. หลักเกณฑ์ที่ศาลพิจารณา

หัวใจสำคัญที่สุดที่ศาลจะใช้ในการพิจารณาคดีครอบครัวทุกประเภทคือ “ประโยชน์และความผาสุกสูงสุดของเด็ก” (The Best Interest of the Child) ศาลจะมองผ่านมุมของเด็ก ไม่ใช่มุมของพ่อแม่ที่ทะเลาะกัน โดยจะพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น:

– ความสามารถในการดูแล : ฐานะทางการเงิน อาชีพ และเวลาที่สามารถให้ลูกได้

– สภาพแวดล้อม : ที่อยู่อาศัย สภาพความเป็นอยู่ สังคมรอบข้างเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กหรือไม่

– ความรักความผูกพัน : เด็กมีความผูกพันกับใครมากกว่ากัน

– ความประพฤติของผู้ปกครอง : มีพฤติกรรมดีงาม เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกหรือไม่ มีประวัติอาชญากรรมหรือยาเสพติดหรือไม่

– ความสมัครใจของเด็ก : หากเด็กโตพอที่จะถามความสมัครใจได้ ศาลอาจจะสอบถามความเห็นของเด็กประกอบการพิจารณา

6. ตัวอย่างคดีหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

กรณีมารดา : คำพิพากษาฎีกาที่ 16395/2557

ผู้เยาว์เป็นบุตรเกิดจากโจทก์ซึ่งเป็นหญิงที่มิได้สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1546 ให้ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนจำเลยที่ 1 แม้อ้างว่าเป็นบิดาของผู้เยาว์ แต่เมื่อผู้เยาว์มิได้เกิดจากบิดามารดาที่สมรสกัน การจะอ้างว่าผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่อบิดามารดาสมรสกัน หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้มีลักษณะที่ปรากฏตามความดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงหามีสิทธิใดๆในตัวผู้เยาว์ไม่ ทั้งนี้ตามป.พ.พ. มาตรา 1547 ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองดูแลเลี้ยงดูผู้เยาว์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองคืนผู้เยาว์แก่โจทก์ได้ ตามป.พ.พ. มาตรา 1567(1)และ(4) ที่โจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ของบุตร และเรียกคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบได้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าดูแลผู้เยาว์ดีกว่าโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ เพราะจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิใดๆในตัวผู้เยาว์ไม่อาจอ้างเหตุเหนือสิทธิของโจทก์ผู้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ได้

หากพ่อไปรับรองบุตรภายหลัง จะทำให้คดีเรียกบุตรคืนของแม่เปลี่ยนไปหรือไม่ ?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2559 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ว. โจทก์จึงมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร และเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่น ซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ ตาม ป.พ.พ. 1567 (1) และ (4) ขณะที่จำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยที่สุราษฎร์ธานี ผู้เยาว์ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยจะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตร และต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยจะได้จดทะเบียนรับรองผู้เยาว์เป็นบุตรอันทำให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ก็ตาม ก็หากระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ถูกต้องแห่งอำนาจฟ้องของโจทก์ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกบุตรคืนจากจำเลยได้

บุคคลอื่น 

หลัก : บิดาที่ไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ถือเป็น “บุคคลอื่น” ตามมาตรา 1567(4) ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3461/2541 บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567(4)หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรซึ่งได้แก่บิดา มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตร จำเลยมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์จำเลยจึงไม่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรผู้เยาว์ตามกฎหมายย่อมไม่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567(1)ถึง (4) การที่จำเลยกักบุตรผู้เยาว์ไว้จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ และเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ผู้เป็นมารดาของผู้เยาว์ย่อมมีสิทธิเรียกบุตรผู้เยาว์คืนจากจำเลยได้ คำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาซึ่งเป็นการเพิ่มประเด็นจากฎีกาเดิมจะต้องยื่นภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อันเป็นกำหนดระยะเวลาการยื่นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวนี้แล้วจะขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาไม่ได้ จำเลยยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการยื่นฎีกาแล้ว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขอเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาของจำเลยไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เคยยอมให้ลูกอยู่กับพ่อหรือญาติแล้ว ยังฟ้องเรียกคืนได้หรือไม่ ?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2524 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติให้เด็กที่เกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้นทั้งให้มีอำนาจปกครอง มีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรและเรียกบุตรคืนจากผู้อื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ตกลงกับจำเลยให้เป็นฝ่ายเลี้ยงดูเด็ก แต่อำนาจปกครองไม่ได้อยู่กับจำเลยต่อมาเมื่อโจทก์ประสงค์จะเลี้ยงดูเองย่อมมีอำนาจกระทำได้เพราะโจทก์เป็นผู้กำหนดที่อยู่ ไม่ใช่เรื่องผิดข้อตกลงหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

7. สิทธิของบิดา มาตรา 1584/1

แม้บิดาจะยังไม่เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นแล้วแต่ไม่ได้อำนาจปกครอง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิ์ในตัวลูกไปเลย กฎหมายยังให้ความสำคัญกับสายใยในครอบครัว โดยศาลสามารถกำหนด “สิทธิในการเยี่ยมเยียนบุตร” (Visitation Rights) ได้ตามความเหมาะสม เช่น ให้มาพบเจอได้ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือในช่วงปิดเทอม ด้วย

สำหรับปู่ย่า ตายาย หรือญาติของเด็ก สิทธิในการติดต่อกับเด็กต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและฐานะทางกฎหมายของแต่ละกรณี ไม่ควรเข้าใจว่าได้รับสิทธิตามมาตรา 1584/1 โดยอัตโนมัติเช่นเดียวกับบิดาหรือมารดา

8. ขั้นตอนการฟ้องร้องและการขอคุ้มครองชั่วคราว

8.1 รวบรวมหลักฐาน : เตรียมเอกสารสำคัญ เช่น สูติบัตรของบุตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน หลักฐานที่แสดงว่าเราเป็นผู้ดูแลบุตรมาตลอด (เช่น รูปถ่าย ใบเสร็จค่าเทอม) และหลักฐานการสนทนาที่แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ยอมคืนบุตร

8.2 ปรึกษาทนายความ : คดีครอบครัวมีความละเอียดอ่อน ควรปรึกษาสำนักงานทนายความผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการดำเนินคดี

8.3 ยื่นคำฟ้อง : ทนายความจะร่างคำฟ้องและยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจ

8.4 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน : กรณีฟ้องเรียกบุตรคืน หรือ คดีครอบครัวที่เกี่ยวกับเด็ก (เช่น ฟ้องหย่า, ขออำนาจปกครองบุตร) บิดา , มารดา , บุตร , หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี จะต้องไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนภายใน 15 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเสนอความเห็นต่อศาลประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 เพื่อให้การพิจารณาคดีคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

เตรียมเอกสาร เช่น ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน สูติบัตรของบุตร กรณีบิดา – มารดาเปลี่ยนชื่อหรือบุตรเปลี่ยนชื่อต้องเตรียมใบเปลี่ยนชื่อสกุลไปด้วย.

8.5 ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว : นี่คือขั้นตอนที่สำคัญมาก ! ในระหว่างพิจารณา คู่ความอาจยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการชั่วคราวเกี่ยวกับการดูแลหรือการติดต่อกับผู้เยาว์ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลพินิจของศาล และที่น่าสนใจคือพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 164 เปิดช่องให้ศาลกำหนดให้ผู้ที่จะใช้อำนาจปกครองทดลองปกครองเลี้ยงดูผู้เยาว์เป็นการชั่วคราวได้ไม่เกิน 6 เดือน และให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องติดตามรายงานศาลได้

“มาตรา 164 ในคดีที่ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับผู้ใช้อำนาจปกครองหรือร้องขอตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์ ถ้าศาลเห็นสมควรหรือคู่ความร้องขอ ศาลจะมีคำสั่งหรือกำหนดเงื่อนไขเป็นการชั่วคราวให้ผู้จะใช้อำนาจปกครองหรือผู้ที่จะเป็นผู้ปกครองทดลองปกครองเลี้ยงดูผู้เยาว์นั้นเป็นการชั่วคราวก่อนเป็นระยะเวลาไม่เกินหกเดือนก็ได้ และให้ศาลสั่งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจที่ผู้เยาว์นั้นอยู่ในเขตอำนาจ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือเจ้าพนักงานอื่นเป็นผู้กำกับการทดลองปกครองเลี้ยงดูผู้เยาว์แล้วรายงานให้ศาลทราบตามระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร

ในการพิจารณารายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือเจ้าพนักงานอื่นตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลเห็นสมควรจะเรียกบุคคลดังกล่าวมาแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็ได้เมื่อปรากฏว่าผู้ที่จะใช้อำนาจปกครองหรือจะเป็นผู้ปกครองมีความเหมาะสมให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครอง แล้วแต่กรณี”

8.6 กระบวนการในศาล : ศาลจะนัดไกล่เกลี่ยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการสืบพยานและมีคำพิพากษาต่อไป

9. ผลของคำพิพากษา

เมื่อคดีถึงที่สุดและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ส่งมอบบุตร หากฝ่ายที่ต้องปฏิบัติไม่ยอมปฏิบัติตาม คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีสามารถดำเนินการตามกระบวนการบังคับคดีหรือขอให้ศาลมีคำสั่งตามกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้

10. การที่ร้องขอจากบิดาแล้วแต่ไม่ยอมส่งคืนบุตร ถือเป็นคดีอาญาฐาน “พรากผู้เยาว์” หรือไม่ ?

หลายคนอาจสงสัยสอบถามทนายว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ คำตอบ คือ โดยทั่วไปแล้ว “อาจจะไม่” ศาลฎีกาเคยวางแนวทางไว้ว่า หากบิดาโดยสายเลือดนำบุตรไปเลี้ยงดูด้วยเจตนาดี ไม่ได้มีเจตนาเพื่อการอนาจารหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ การกระทำนั้น ไม่ถือเป็นความผิดอาญาฐานพรากผู้เยาว์ แม้จะเป็นการละเมิดสิทธิในทางแพ่งของมารดาก็ตาม ดังนั้น การใช้สิทธิทางศาลแพ่งฟ้องเรียกบุตรคืนจึงเป็นช่องทางที่ถูกต้องและตรงจุดที่สุด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 398/2517 บิดาพรากบุตรนอกสมรสไปเสียจากการปกครองของมารดาเพื่อให้การอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา การกระทำโดยมีเจตนาดีต่อบุตร เช่นนี้ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการพรากโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317

อย่างไรก็ตาม การที่อีกฝ่ายไม่ยอมส่งคืนบุตรไม่ได้ทำให้การกระทำเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายอาญาและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ซึ่งอำนาจปกครองเป็นอำนาจที่ผูกติดกับสถานะความเป็นบิดามารดาในความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างบิดามารดาและบุตร การที่บุคคลอื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนอำนาจปกครองของบิดามารดาจะต้องรับผิดฐานละเมิดในทางแพ่ง และฐานพรากผู้เยาว์ในทางอาญาด้วย ถึงแม้ว่าผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีออกจากบ้านก็ไม่ทำให้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 มารดาสิ้นสุดไป และในระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่อยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ก็พยายามโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายที่ 1 แต่ติดต่อไม่ได้ แสดงว่าผู้เสียหายที่ 2 ยังคงห่วงใยผู้เสียหายที่ 1 การที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูก พ. ชักชวนไปค้าประเวณี และจำเลยซื้อบริการทางเพศ น. ส่วนพวกของจำเลยซื้อบริการทางเพศผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมอบเงินค่าซื้อบริการทางเพศ น. และผู้เสียหายที่ 1 แก่ พ. และจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ด้วย จึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 มารดา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันโดยทุจริตรับตัวผู้เสียหายที่ 1 อายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากจากมารดาเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83

ส่วนสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น เป็นสิทธิของผู้ร้องที่ได้รับความเสียหายในมูลละเมิดอันเกิดจากการกระทำความผิดอาญา กฎหมายกำหนดให้สามารถขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจโจทก์เรียกค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแทนผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องไม่ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ถือว่าผู้ร้องพอใจในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนแพ่งแล้ว โจทก์ไม่อาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนแพ่งแทนผู้ร้องได้

หากพ่อไปรับรองบุตรภายหลัง จะทำให้คดีเรียกบุตรคืนของแม่เปลี่ยนไปหรือไม่ ?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2559 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ว. โจทก์จึงมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร และเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่น ซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ ตามป.พ.พ.มาตรา 1567 (1) และ (4) ขณะที่จำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่ที่บ้านบิดามารดาจำเลยที่สุราษฎร์ธานี ผู้เยาว์ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยจะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนรับรองบุตร และต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยจะได้จดทะเบียนรับรองผู้เยาว์เป็นบุตรอันทำให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ก็ตามก็หากระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ถูกต้องแห่งอำนาจฟ้องของโจทก์ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกบุตรคืนจากจำเลยได้

สรุป : การฟ้องร้องเรียกสิทธิเลี้ยงดูบุตรคืน เป็นสิทธิทางกฎหมายที่ใช้เพื่อคุ้มครองบุตรให้กลับคืนมาอยู่กับผู้มีอำนาจปกครองตามกฎหมาย ศาลจะพิจารณาบนหลัก “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” เป็นสำคัญ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบิดาหรือมารดา หากประสงค์จะใช้สิทธิในทางกฎหมาย ควรปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านคดีครอบครัว เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็วที่สุด

เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีครอบครัว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3785/2565 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องมิได้ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องเป็นบิดาของผู้เยาว์ทั้งสาม ก็ชอบที่จะพิพากษาให้ผู้ร้องไปจดทะเบียนรับผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1548 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อบทบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 252 ประกอบ พ.ร.บ.เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น