ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทนจากชู้ ตามมาตรา 1523 ต้องเข้าเงื่อนไขอย่างไร ?

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 09 Sep 2026 · 14:49 น. 5 ครั้ง คดีแพ่ง คดีครอบครัว ฟ้องชู้และค่าทดแทน
ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทนจากชู้ ตามมาตรา 1523 ต้องเข้าเงื่อนไขอย่างไร ?
แชร์: คัดลอกแล้ว!

ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทนจากชู้ ตามมาตรา 1523

ฟ้องชู้ อัปเดตตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมและคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 13/2567

เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในชีวิตสมรสตัดสินใจนอกใจ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความรู้สึกของคู่สมรสอีกฝ่ายเท่านั้น แต่กฎหมายไทยยังเปิดช่องให้ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายสามารถเรียกค่าทดแทนเป็นตัวเงินได้ ทั้งจากคู่สมรสของตนเองและจากบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องในความสัมพันธ์นั้น หลักกฎหมายสำคัญที่ใช้บังคับในเรื่องนี้ คือ มาตรา 1523 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเพิ่งผ่านการแก้ไขครั้งสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียมและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ บทความนี้จะอธิบายหลักเกณฑ์ทั้งหมดของการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ ตั้งแต่ตัวบทกฎหมายฉบับปัจจุบัน องค์ประกอบของสิทธิฟ้องร้องแต่ละวรรค เงื่อนไขที่ทำให้เสียสิทธิ หลักเกณฑ์การกำหนดจำนวนเงิน อายุความ ไปจนถึงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตคู่เข้าใจสิทธิของตนเองอย่างถูกต้องครบถ้วน

ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทนจากชู้ เป็นสิทธิทางกฎหมายของคู่สมรสที่ได้รับความเสียหายจากการที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในลักษณะชู้สาว โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกค่าทดแทนเอาไว้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม การฟ้องบุคคลอื่นว่าเป็น "ชู้" ไม่ได้หมายความว่าเพียงพบว่าคู่สมรสมีความสนิทสนมกับบุคคลอื่นแล้วจะสามารถเรียกค่าทดแทนได้ทันที แต่ต้องพิจารณาว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่ และมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่

1. กฎหมายเรื่องฟ้องชู้และเรียกค่าทดแทน

ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือที่รู้จักกันในชื่อ "กฎหมายสมรสเท่าเทียม" ถ้อยคำในมาตรา 1523 ได้ถูกปรับให้เป็นกลางทางเพศทั้งหมด จากเดิมที่ใช้คำว่า "สามี" และ "ภริยา" เปลี่ยนมาเป็นคำว่า "คู่สมรส" เพื่อให้ครอบคลุมคู่สมรสทุกเพศอย่างเท่าเทียมกัน โดยบทบัญญัติฉบับปัจจุบันมีใจความดังนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 บัญญัติว่า

"เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น"

วรรคสองบัญญัติว่า "คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้ หรือจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้ก็ได้"

วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้"

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามาตรา 1523 แบ่งสิทธิเรียกค่าทดแทนออกเป็นสามส่วนที่แยกจากกันอย่างชัดเจน คือ สิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสเดิม และจากผู้เป็นเหตุแห่งการหย่าตามวรรคหนึ่ง สิทธิเรียกค่าทดแทนโดยตรงจากผู้ที่เข้ามาเป็นชู้หรือแสดงตนเปิดเผยตามวรรคสอง และเหตุตัดสิทธิเมื่ออีกฝ่ายยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจตามวรรคสาม แต่ละส่วนมีองค์ประกอบและเงื่อนไขการใช้สิทธิที่แตกต่างกัน

2. "ฟ้องชู้" หมายถึงอะไร

คำว่า ฟ้องชู้ เป็นคำที่ประชาชนทั่วไปใช้เรียกการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของตนในทำนองชู้ แต่ในทางกฎหมาย มาตรา 1523 วรรคสอง ไม่ได้ใช้คำว่า "ฟ้องชู้" แต่ใช้ข้อความว่า "ล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้" หรือ "แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้" จึงต้องพิจารณาพฤติการณ์ของบุคคลนั้นเป็นสำคัญ

ตัวอย่างเช่น :

- มีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่สมรสของผู้อื่น

- มีพฤติการณ์ในลักษณะคู่รัก

- อยู่กินหรือใช้ชีวิตร่วมกันในลักษณะสามีภริยา

- แสดงตนต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นคู่รักหรือคู่สมรส

- มีการแสดงออกอย่างเปิดเผยจนบุคคลทั่วไปเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

แต่การมีข้อความสนทนาหรือการรู้จักกันเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นชู้โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวมของแต่ละคดี

3. ต้องหย่าก่อนหรือไม่ จึงจะฟ้องชู้ได้ ?

ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง การเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง กับ การเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง

มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง กำหนดกรณีที่ ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุแห่งการมีชู้ตามมาตรา 1516 (1) แล้ว จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าว

ส่วนมาตรา 1523 วรรคสอง สิทธิเรียกค่าทดแทน ไม่ขึ้นอยู่กับการฟ้องหย่าหรือผลของคดีหย่าแต่อย่างใด คู่สมรสฝ่ายที่ถูกล่วงละเมิดสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกได้โดยตรง แม้จะยังไม่ได้ฟ้องหย่าคู่สมรสของตนเอง หรือแม้จะยังคงใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันตามปกติก็ตาม บทบัญญัตินี้แบ่งกลุ่มบุคคลที่อาจถูกฟ้องออกเป็นสองลักษณะ คือ

- ผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้ ซึ่งครอบคลุมถึงการมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวไม่ว่าจะปกปิดหรือเปิดเผยก็ตาม

- ผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้ ซึ่งเน้นที่พฤติการณ์การเปิดเผยต่อสาธารณะหรือบุคคลทั่วไปว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

4. ใครสามารถถูกฟ้องเป็น "ชู้" ได้ ?

โดยหลัก บุคคลที่จะถูกเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นบุคคลภายนอกที่มีความสัมพันธ์ในทำนองชู้ (ชาย , หญิง หรือ LGBTQ+ ก็ได้) ที่มีพฤติการณ์เข้าลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

กรณีที่ 1 ล่วงเกินคู่สมรสไปในทำนองชู้ : เป็นกรณีที่บุคคลภายนอกมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของโจทก์ในลักษณะชู้สาว เช่น มีความสัมพันธ์ทางเพศหรือมีพฤติการณ์ในลักษณะความสัมพันธ์ฉันชู้สาว

กรณีที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้ : แม้ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศในทุกกรณี หากมีพฤติการณ์ที่บุคคลนั้น แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของผู้อื่นในทำนองชู้ ก็อาจเป็นเหตุให้เรียกค่าทดแทนได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่พฤติการณ์และพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงสถานะว่าเป็น "คนรู้จัก" "เพื่อนร่วมงาน" หรือ "เพื่อนสนิท"

5. ต้องพิสูจน์อะไรในการฟ้องชู้ ?

ผู้ฟ้องคดีควรเตรียมพยานหลักฐานเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่า

- ผู้ฟ้องเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย

- บุคคลที่ถูกฟ้องมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสของผู้ฟ้อง

- ความสัมพันธ์ดังกล่าวเข้าลักษณะ "ล่วงเกินไปในทำนองชู้" หรือ "แสดงตนโดยเปิดเผย" ว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้

- ผู้ฟ้องได้รับความเสียหาย

- กรณีดังกล่าวไม่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด

พยานหลักฐานที่อาจนำมาใช้ประกอบคดี เช่น

- โพสต์สื่อโซเชียลร่วมกัน ออกงานด้วยกัน บอกคนรอบข้าง

- ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือบันทึกเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในลักษณะฉันชู้สาว

- ข้อความสนทนา อีเมล หรือหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นที่แสดงเจตนาหรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสกับบุคคลภายนอก

- หลักฐานการเดินทางร่วมกันในลักษณะสามีภริยา หรือการเข้าพัก ใบเสร็จรับเงินที่พัก ใบแจ้งหนี้

- หลักฐานการโอนเงิน

- หลักฐานการอยู่ร่วมกัน

- พยานบุคคลที่รู้เห็นพฤติการณ์ เช่น ญาติ เพื่อน หรือเพื่อนบ้าน

- การแสดงออกต่อสาธารณะ

- ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์

- หลักฐานอื่นที่แสดงถึงความสัมพันธ์ในลักษณะชู้สาว

อย่างไรก็ตาม การรวบรวมพยานหลักฐานต้องคำนึงถึงความชอบด้วยกฎหมาย การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะหลักฐานบางประเภทอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการรับฟังของศาล และการได้มาซึ่งหลักฐานอาจก่อให้เกิดความรับผิดทางกฎหมายแก่ผู้รวบรวมหลักฐานได้ เช่น ดักฟัง สปายแวร์ บุกรุกบ้าน เป็นต้น

6. ฟ้องชู้เรียกค่าทดแทนได้เท่าไร?

กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนไว้ตายตัว มาตรา 1525 บัญญัติให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยค่าทดแทนตามมาตรา 1523 และมาตรา 1524 ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี โดยศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระเป็นเงินก้อนครั้งเดียว หรือ แบ่งชำระเป็นงวด ๆ ตามระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง มาตรา 1525 วรรคสอง ยังกำหนดให้ศาลต้องคำนึงถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายนั้นได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสอันเนื่องมาจากการหย่าประกอบการพิจารณาด้วย

จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา สามารถสรุปปัจจัยหลักที่ศาลมักนำมาใช้ประกอบการกำหนดจำนวนค่าทดแทนได้ดังนี้

- ฐานะทางสังคม อาชีพการงาน และระดับการศึกษาของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายและของผู้ถูกฟ้อง ยิ่งมีฐานะและหน้าที่การงานสูง ค่าทดแทนก็มีแนวโน้มสูงตามไปด้วย

- ระยะเวลาที่คู่สมรสจดทะเบียนสมรสและใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หากอยู่ร่วมกันมานาน ศาลมักกำหนดค่าทดแทนในอัตราที่สูงกว่า

- การจัดพิธีแต่งงานหรือพิธีมงคลสมรสตามประเพณี ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจสร้างครอบครัวร่วมกัน

- การมีบุตรด้วยกัน เพราะการมีชู้ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความมั่นคงของบุตรผู้เยาว์เพิ่มเติมจากตัวคู่สมรสเอง

- ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวก่อนเกิดเหตุการณ์มีชู้ว่าราบรื่นดีเพียงใด

- ความเปิดเผยหรือปกปิดของพฤติการณ์การเป็นชู้ ยิ่งเปิดเผยจนกระทบต่อชื่อเสียงของคู่สมรสผู้เสียหายมากเท่าใด ค่าทดแทนก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเท่านั้น

- ระยะเวลาที่ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวดำเนินมา

เนื่องจากค่าทดแทนขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลในแต่ละคดี การเตรียมพยานหลักฐานที่แสดงถึงพฤติการณ์ตามปัจจัยข้างต้นอย่างครบถ้วนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ศาลจะพิพากษาให้

7. ถ้าชู้ไม่รู้ว่าคู่สมรสมีสามีหรือภริยาอยู่แล้ว จะฟ้องได้หรือไม่ ?

องค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิสูจน์ : ผู้ถูกฟ้องต้องรู้ว่าอีกฝ่ายมีคู่สมรสแล้ว

มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การจะให้บุคคลภายนอกต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสองได้นั้น บุคคลดังกล่าวจะต้องรู้อยู่แล้วว่าคู่สมรสอีกฝ่ายมีคู่สมรสอยู่แล้ว แต่ยังคงจงใจเข้าไปมีความสัมพันธ์หรือล่วงเกินในทำนองชู้ อันเป็นการละเมิดสิทธิของคู่สมรสผู้บริสุทธิ์โดยตรง หากบุคคลภายนอกไม่ทราบและไม่มีเหตุอันควรทราบว่าอีกฝ่ายมีคู่สมรสอยู่แล้วจริง ก็ยากที่จะถือว่ามีเจตนาละเมิดสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่าย ภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้จึงตกอยู่กับฝ่ายโจทก์ผู้ฟ้องคดี ซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยรู้หรือควรรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เช่น การไปมาหาสู่ในบ้านที่มีรูปแต่งงาน การคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียที่เปิดสาธารณะ หรือการทำงานในที่ทำงานเดียวกันที่ทุกคนรู้สถานะ

นอกจากนี้ ข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ สิทธิเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้มีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสผู้เสียหาย เมื่อคู่สมรสฝ่ายที่ถูกล่วงละเมิดใช้สิทธิฟ้องแล้ว ศาลจะพิจารณาเฉพาะความรับผิดของผู้ถูกฟ้องในฐานะผู้ล่วงเกินหรือผู้แสดงตนเปิดเผยเท่านั้น ไม่มีอำนาจสั่งบังคับให้บุคคลนั้นยุติความสัมพันธ์กับคู่สมรสของโจทก์แต่อย่างใด เนื่องจากคำขอในลักษณะดังกล่าวไม่อยู่ในกรอบของสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามกฎหมาย

8. คู่สมรสที่นอกใจยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ จะฟ้องชู้ได้หรือไม่?

มาตรา 1523 วรรคสาม วางหลักการสำคัญไว้ว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) หรือยินยอมรู้เห็นเป็นใจให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง คู่สมรสฝ่ายนั้นย่อมเสียสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนไปโดยสิ้นเชิง หลักการนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า กฎหมายมุ่งคุ้มครองคู่สมรสที่บริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำอันเป็นเหตุแห่งความเสียหายเท่านั้น หากคู่สมรสฝ่ายที่อ้างว่าเสียหายกลับเป็นผู้อนุญาต ปล่อยปละละเลย หรือมีพฤติการณ์ส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ฉันชู้สาวขึ้น ย่อมถือว่าขาดคุณสมบัติที่จะเรียกร้องค่าทดแทนจากผู้อื่นได้อีกต่อไป

คำว่า "ยินยอม" หมายถึง กรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาอนุญาตหรือตกลงล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้อีกฝ่ายไปมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ส่วนคำว่า "รู้เห็นเป็นใจ" มีความหมายกว้างกว่า คือ แม้จะไม่ได้อนุญาตอย่างเปิดเผย แต่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่ารู้ถึงความสัมพันธ์นั้นแล้วและไม่ได้ทักท้วงหรือคัดค้าน หรือกลับส่งเสริมสนับสนุนให้ความสัมพันธ์นั้นดำเนินต่อไป การพิจารณาว่าเข้าข่ายยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นรายกรณีไป

9. การฟ้องชู้ไม่ใช่เพียงเรื่อง "จับได้ว่าอยู่ด้วยกัน"

สิ่งสำคัญในการดำเนินคดีลักษณะนี้คือ การวางรูปคดีและการรวบรวมพยานหลักฐาน ตัวอย่างเช่น หากมีเพียงภาพถ่ายคู่สมรสกับบุคคลอื่นยืนอยู่ด้วยกัน ภาพดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้ แต่หากมีพยานหลักฐานหลายส่วนประกอบกัน เช่น ข้อความสนทนา + ภาพถ่าย + การเดินทางร่วมกัน + การพักอาศัยร่วมกัน + การแสดงตนต่อบุคคลอื่น พยานหลักฐานทั้งหมดอาจสามารถนำมาพิจารณาประกอบกันเพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ในทำนองชู้ได้ ดังนั้น คดีฟ้องชู้ จึงควรพิจารณา พยานหลักฐานทั้งหมดเป็นภาพรวม ไม่ควรพิจารณาหลักฐานเพียงชิ้นเดียวแยกออกจากพฤติการณ์อื่น

10. อายุความในการฟ้องเรียกค่าทดแทน

มาตรา 1529 "สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุในมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง"

วรรคสอง "เหตุอันจะยกขึ้นฟ้องหย่าไม่ได้แล้วนั้น อาจนำสืบสนับสนุนคดีฟ้องหย่าซึ่งอาศัยเหตุอย่างอื่น"

- กรณีรู้เรื่องชู้ครั้งเดียวแล้วหยุด อายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุที่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการฟ้อง (ต้องฟ้องภายใน 1 ปี)

- กรณีชู้ยังแสดงตนต่อเนื่อง อายุความยังไม่เริ่มนับ (เหตุต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ)

- กรณีชู้หยุดแสดงตนแล้ว แต่คู่สมรสเพิ่งรู้ อายุความ 1 ปี นับแต่รู้วันที่รู้หรือควรรู้เหตุที่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการฟ้อง (นับแต่วันที่รู้จริงๆ ไม่ใช่วันที่เกิดเหตุ)

การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากเหตุเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้มีประเด็นเรื่อง อายุความ ที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก คู่สมรสที่เป็นผู้เสียหายจึงไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ดำเนินการ เพราะการนับอายุความต้องพิจารณาตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับสิทธิเรียกร้องและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ในทางปฏิบัติ หากทราบว่าคู่สมรสมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ควรรีบรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบกำหนดอายุความก่อนดำเนินคดี

11. สรุป ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทนจากชู้ ต้องดูอะไรบ้าง?

การฟ้องชู้ตามมาตรา 1523 ไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ว่า "คู่สมรสมีคนอื่น" แต่ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบ ได้แก่

1. ต้องมีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย

2. ต้องพิจารณาว่าการกระทำของคู่สมรสเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 1516 (1) หรือไม่

3. บุคคลภายนอกต้องมีพฤติการณ์ล่วงเกินคู่สมรสไปในทำนองชู้ หรือแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้

4. ต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง

5. ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงว่าบุคคลภายนอกรู้ถึงสถานะการสมรสหรือไม่

6. ต้องตรวจสอบว่ามีการยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจหรือไม่

7. ต้องตรวจสอบอายุความก่อนฟ้องคดี

8. จำนวนค่าทดแทนไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และความเสียหายของแต่ละคดี

บทสรุป

การฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 เป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองแก่คู่สมรสที่ได้รับความเสียหายจากความสัมพันธ์ของคู่สมรสกับบุคคลอื่น แต่การจะชนะคดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการพิสูจน์ว่ามีการติดต่อหรือสนิทสนมกันเท่านั้น

หัวใจสำคัญ คือ ต้องพิสูจน์พฤติการณ์ให้ศาลเห็นว่าความสัมพันธ์นั้นเข้าลักษณะ "ล่วงเกินไปในทำนองชู้" หรือ "แสดงตนโดยเปิดเผย" ว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้ และต้องไม่มีข้อเท็จจริงที่ทำให้สิทธิเรียกค่าทดแทนถูกจำกัดตามกฎหมาย

ดังนั้น ก่อนฟ้องคดีควรตรวจสอบสถานะการสมรส เหตุแห่งการหย่า พฤติการณ์ของบุคคลภายนอก พยานหลักฐาน และอายุความให้ครบถ้วน เพื่อให้สามารถกำหนดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และคำขอท้ายฟ้องได้อย่างถูกต้อง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องชู้เรียกค่าทดแทน

ถาม : หากยังไม่จดทะเบียนสมรส สามารถฟ้องชู้เรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ได้หรือไม่

ตอบ : ไม่ได้ครับ เนื่องจากมาตรา 1523 คุ้มครองเฉพาะ "คู่สมรส" ตามกฎหมาย คือคู่ที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น หากเป็นเพียงคู่รักที่อยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียน แม้จะมีบุตรร่วมกันหรืออยู่ด้วยกันมานาน ก็ไม่อาจอาศัยสิทธิตามมาตรานี้ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้ ต้องพิจารณาช่องทางอื่นตามหลักละเมิดทั่วไปแทน

ถาม : ถ้าฟ้องชู้แล้ว จำเป็นต้องฟ้องหย่าคู่สมรสของตนเองด้วยหรือไม่

ตอบ : ขึ้นอยู่กับว่าฟ้องอาศัยสิทธิตามวรรคใด หากต้องการเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสของตนเองตามวรรคหนึ่ง จำเป็นต้องฟ้องหย่าและเสนอคำขอค่าทดแทนในคดีเดียวกัน แต่หากประสงค์จะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้เพียงอย่างเดียวตามวรรคสอง สามารถฟ้องได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องหย่าคู่สมรสของตนเองก่อนแต่อย่างใด

ถาม : ถ้าคู่สมรสอีกฝ่ายก็มีชู้เหมือนกัน ยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ของอีกฝ่ายได้หรือไม่

ตอบ : โดยหลักแล้วต้องพิจารณาว่าฝ่ายที่จะฟ้องมีพฤติการณ์ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายกระทำการนั้นหรือไม่ตามมาตรา 1523 วรรคสาม หากต่างฝ่ายต่างกระทำผิดโดยไม่รู้เห็นหรือยินยอมซึ่งกันและกัน แต่ละฝ่ายย่อมยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ของอีกฝ่ายได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป แต่หากมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าต่างฝ่ายต่างรู้เห็นและยอมรับพฤติกรรมของกันและกัน ศาลอาจวินิจฉัยว่าทั้งสองฝ่ายเสียสิทธิเรียกค่าทดแทนไปแล้วก็เป็นได้

ถาม : หากชู้ไม่มีเงินจ่ายค่าทดแทนตามคำพิพากษา ต้องทำอย่างไร

ตอบ : เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ชำระค่าทดแทนแล้ว หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระโดยสมัครใจ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย โดยขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ภายในกรอบระยะเวลาการบังคับคดีที่กฎหมายกำหนด

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562

คำฟ้องโจทก์ขอเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้" จากพฤติการณ์ที่สามีโจทก์ไปพบจำเลยที่บ้านเช่าของจำเลยในช่วงเวลากลางคืนบ่อยครั้ง โดยขับรถมาเองหรือมาพร้อมกับจำเลยก็ตาม บางครั้งก็นอนพักค้างคืนที่บ้านจำเลยและกลับออกมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น อีกทั้งสามีโจทก์ยังมีกุญแจที่ใช้เปิดประตูเข้าออกบ้านจำเลยได้เอง แม้ในยามกลางดึกซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยเข้านอนแล้วก็สามารถเข้าบ้านจำเลยโดยไม่ต้องรอให้จำเลยเปิดประตูบ้านให้ อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าที่จะเป็นเพียงนายจ้างหรือลูกจ้างกันตามปกติธรรมดา การที่จำเลยเป็นหญิงที่แต่งงานมีสามีแล้ว ยินยอมให้สามีโจทก์ซึ่งเป็นชายอื่นเข้าออกบ้านจำเลยในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง รวมทั้งให้มานอนค้างคืนที่บ้านแล้วออกจากบ้านไปช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยบางครั้งมีการแต่งกายออกไปทำงานพร้อมกัน ย่อมทำให้เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นที่พบเห็นถึงพฤติกรรมระหว่างจำเลยกับสามีโจทก์เข้าใจได้ว่า จำเลยกับสามีโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการที่จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568

"การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน

แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ ซึ่งการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป

แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ เป็นการไม่ชอบ"

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น