เหตุฟ้องหย่า มี 10 ประการดังนี้
การสิ้นสุดแห่งการสมรส มาตรา 1501
1. การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน มาตรา 1501
2. การสมรสที่เป็นโมฆียะสิ้นสุดลงเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอน มาตรา 1502
สิ้นสุดการสมรสโดยการหย่า ซึ่งทำได้ 2 วิธี
1. หย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย
การสมรส ถือเป็นสัญญาทางแพ่งอย่างหนึ่ง เมื่อจะเลิกกันก็สามารถตกลงเลิกกันได้ โดยการหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานอย่างน้อย 2 คน ตามมาตรา 1514
ป.พ.พ. มาตรา 1514 “การหย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคน”
หนังสือที่ตกลงหย่ากันนั้นจะต้องมีข้อความที่อ่านเข้าใจได้ว่า ทั้งสองฝ่ายยินยอมหย่าขาดกันโดยเด็ดขาด โดยคำนึงถึงเจตนาแท้จริงของคู่สมรส ส่วนหนังสือหย่าที่มีข้อความว่าไม่ประสงค์จะอยู่กินกันต่อไป แม้จะมีข้อความต่อไปว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะไปดำเนินการฟ้องหย่า ก็ถือเป็นหนังสือหย่าที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ และคู่สมรสทั้งสองฝ่ายต้องลงลายมือชื่อลงในหนังสือหย่านั้นด้วย รวมถึงพยานอีก 2 ด้วย จึงจะเป็นหนังสือหย่าที่ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย
พยานในหนังสือหย่านั้นจะเป็นใครก็ได้ ผู้เยาว์ก็เป็นพยานได้แต่จะต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ การหย่าโดยความยินยอมจะทำโดยทำหนังสือหย่าด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ มีพระราชกฤษฎีกา
ยกเว้นมิให้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกโดยทางอิเล็กทรอนิกส์ หากฝ่าฝืน ไม่มีผลเป็นการทำหนังสือหย่าตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นจะหย่ากันทาง Line หรือ Facebook ไม่ได้ แม้จะมีคนเป็นพยานในนั้นก็ตาม ก็ไม่มีผลเป็นการหย่ากันตามกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 1515 “เมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายนี้ การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคู่สมรสได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว"
– ถ้าสามีภริยาทำหนังสือหย่ากันถูกต้องแล้วแต่สามีไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่า ภริยาสามารถฟ้องให้ศาล บังคับให้สามีไปจดทะเบียนหย่าได้ภายในอายุความ 10 ปี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2537 ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในข้อ (1) ว่าโจทก์มีเหตุฟ้อง หย่าจำเลยได้หรือไม่ โดยมิได้ระบุเจาะจงว่าเหตุฟ้องหย่าดังกล่าวคือเหตุตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เมื่อการฟ้องคดีเพื่อหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยานอกจากเหตุตามมาตรา 1516 แล้วยังมีกรณีตามมาตรา 1515 อีกด้วย ฉะนั้นเมื่อมีการหย่าโดยความยินยอมแล้วแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่า การหย่าโดยความยินยอมดังกล่าวย่อมยังไม่สมบูรณ์ตามนัยมาตรา 1515 อีกฝ่ายหนึ่งจึงมีเหตุฟ้องให้ศาลพิพากษาให้มีผลเป็นการหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันตามหนังสือยินยอมได้ โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า โจทก์จำเลยทำบันทึกด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันต่อหน้าพยาน 2 คน นอกเหนือไปจากเหตุตามมาตรา 1516 ดังนั้น การที่ศาลยกเอาบันทึกข้อตกลงของโจทก์จำเลยมาวินิจฉัยว่าเป็น หลักฐานการหย่าโดยความยินยอมแล้วพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 สิทธิฟ้องร้องที่ระงับสิ้นไป เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีตามมาตรา 1529 คือ สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516(1)(2)(3) หรือ (6) หรือ มาตรา 1523 เป็นคนละกรณีกับการฟ้องขอให้จดทะเบียนการหย่าโดยความยินยอมตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 ซึ่งมีอายุความฟ้องร้องภายในสิบปีนับแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายทำบันทึกตกลงการหย่าฉะนั้นเมื่อนับ แต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ
– การหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ต้องมีเจตนาหย่าขาดกันจริง ๆ หากหย่ากันเป็นพิธี เช่น แก้เคล็ด แบบนี้หนังสือหย่าใช้บังคับไม่ได้ และหากเป็นการแสดงเจตนาลวง การหย่านั้นก็ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 155 หรือ ภายหลังจดทะเบียนหย่าแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่กินด้วยกัน พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน ยังคงดูแลและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัว เป็นการจดทะเบียนหย่าโดยสมรู้กัน การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ การสมรสจึงยังคงมีอยู่ และมีผลทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินใช้บังคับไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560 ภายหลังจากจำเลยกับ ส. จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยกับ ส. ยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแล ส. เมื่อยามเจ็บไข้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่ง ส. ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับ ส. กระทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะเบิกความว่า เหตุที่จำเลยจดทะเบียนหย่าเพราะเหตุผลทางธุรกิจการค้าของจำเลย แตกต่างจากเหตุผลการหย่าในคำให้การก็ตาม ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยเสียไป เพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา เมื่อการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ การสมรสยังคงมีอยู่ มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้ ส. ใช้บังคับมิได้ จำเลยอ้างความเป็นโมฆะดังกล่าวใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกของ ส. ที่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดต่าง ๆ ได้
– การทำหนังสือสัญญาหย่า (หรือบันทึกข้อตกลงการหย่า) แม้จะมีการลงชื่อคู่สมรสและพยานครบถ้วน แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การหย่าโดยความยินยอมจะสมบูรณ์ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อได้ไป จดทะเบียนหย่า ณ สำนักทะเบียน แล้วเท่านั้น หากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า สถานะทางกฎหมายของทั้งสองฝ่ายยังถือว่าเป็นสามีภริยากันอยู่ สัญญาหย่าดังกล่าวจึงยังไม่มีผลบังคับให้สถานะการสมรสสิ้นสุดลง คู่สมรสสามารถตกลง เลิกสัญญาหย่า หรือยกเลิกบันทึกข้อตกลงนั้นได้ โดยการทำลายเอกสาร ฉีกทิ้ง หรือทำบันทึกข้อตกลงใหม่ขึ้นมาเพิกถอนบันทึกฉบับเดิมและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายครับ
– การจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม ไม่สามารถตั้งตัวแทนให้ไปดำเนินการแทนได้ คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต้องเดินทางไปลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม หากคู่สมรสไม่สะดวกเดินทางไปสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอแห่งเดียวกัน สามารถเลือกใช้วิธี "การหย่าต่างสำนักทะเบียน" ได้ โดยฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้อง ณ สำนักทะเบียนแห่งหนึ่ง และอีกฝ่ายยื่นคำร้อง ณ อีกแห่งหนึ่งได้ แต่ทั้งสองฝ่ายต้องไปแสดงตนต่อหน้านายทะเบียนของแต่ละพื้นที่ครับ
2. หย่าโดยคำพิพากษาของศาล
คือ กรณีที่ฝ่ายหนึ่งต้องการหย่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการหย่า สามารถไปฟ้องหย่าได้ โดยต้องมีเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1516 เท่านั้น จะอาศัยเหตุอื่นมาเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ และจะทำสัญญาก่อนสมรสกำหนดเหตุฟ้องหย่ากันไว้เองไม่ได้ด้วย
เหตุฟ้องหย่า มีอยู่ 10 เหตุ ดังต่อไปนี้
(1) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ ตามมาตรา 1516 (1)
(2) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นคู่สมรสของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้น และการเป็นคู่สมรสกันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) คู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นคู่สมรสกันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้คู่สมรสนั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
สรุปตารางเปรียบเทียบครบทุกเหตุฟ้องหย่า
เหตุ | ชื่อ | ระยะเวลาที่กำหนด | อายุความ | ข้อสังเกต |
(1) | มีชู้/ยกย่องผู้อื่น | ไม่กำหนด (ทำซ้ำๆ) | 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ความจริง หากการกระทำยังดำเนินอยู่ ถือเป็นเหตุต่อเนื่อง ฟ้องได้ตราบเท่าที่ยังไม่สิ้นสุด | ถ้าต่อเนื่องไม่มีอายุความ |
(2) | ประพฤติชั่ว | ไม่กำหนด | 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ความจริง | ต้องร้ายแรงพอ |
(3) | ทำร้าย/หมิ่น | ไม่กำหนด (ครั้งเดียวได้) | 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ความจริง | ต้องร้ายแรง |
(4) | ละทิ้งร้าง | เกิน 1 ปี | ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี หากการละทิ้งร้างยังดำเนินอยู่ | จงใจทิ้ง ฝ่ายเดียว |
(4/1) | ถูกจำคุก | เกิน 1 ปี | ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตราบใดที่เงื่อนไขตามกฎหมายยังคงมีอยู่ | คำพิพากษาถึงที่สุด |
(4/2) | แยกกันสมัครใจ | เกิน 3 ปี | ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตราบใดที่ยังแยกกันอยู่ตามเงื่อนไข | ฝ่ายใดก็ฟ้องได้ |
(5) | สาบสูญ/หาย | เกิน 3 ปี | ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี | ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดี |
(6) | ปฏิปักษ์/ไม่อุปการะ | ไม่กำหนด | 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ความจริง แต่หากการกระทำยังดำเนินอยู่ ถือเป็นเหตุต่อเนื่อง | ต้องเดือดร้อนเกินควร |
(7) | วิกลจริต | เกิน 3 ปี | ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี | ต้องมีหลักฐานแพทย์ |
(8) | ผิดทัณฑ์บน | ไม่กำหนด | 10 ปีนับแต่วันที่ผิดทัณฑ์บน | ต้องมีทัณฑ์บนเป็นหนังสือ |
(9) | โรคติดต่อร้ายแรง | ไม่กำหนด | ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี | ต้องเรื้อรังถาวร |
(10) | ร่วมประเวณีไม่ได้ตลอดกาล | ถาวร | ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี เนื่องจากเป็นเหตุที่มีลักษณะถาวร | ต้องถาวรทางกาย |
ข้อยกเว้นสำคัญ — มีเหตุฟ้องอย่า แต่ยังฟ้องไม่ได้ (มาตรา 1517–1518)
แม้จะมีเหตุฟ้องหย่าครบถ้วน แต่ถ้าเข้าข้อยกเว้นใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ สิทธิฟ้องหย่าอาจระงับ
ข้อยกเว้น | มาตรา | ใช้กับเหตุใด | ผล |
คู่สมรสอีกฝ่ายยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ | 1517 วรรคแรก | (1) และ (2) เท่านั้น | ฟ้องหย่าไม่ได้ |
ให้อภัยแล้ว | 1518 | ทุกเหตุ | สิทธิฟ้องหย่าหมดไป |
กระทำเหตุ (4/2) เพราะอีกฝ่ายก่อ | 1517 วรรคสอง | (4/2) | อีกฝ่ายฟ้องไม่ได้ |
ผิดทัณฑ์บนเรื่องเล็กน้อย | 1517 วรรคสาม | (8) | ศาลอาจไม่พิพากษาให้หย่า |
สำคัญ: "การให้อภัย" ตาม ม.1518 ต้องแสดงออกชัดเจน ไม่ใช่เพียงการคืนดีชั่วคราว ตาม ฎีกา 4104/2564 การพาไปเที่ยวด้วยกันยังไม่ถือว่าให้อภัย
FAQ — คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่า
Q: อยู่กันไม่มีความสุขแต่ไม่มีเหตุฟ้องหย่าเลย จะฟ้องหย่าได้ไหม?
A: ถ้าสมัครใจแยกกันอยู่ทั้งสองฝ่ายเกิน 3 ปีแล้ว ใช้เหตุ (4/2) ฟ้องหย่าได้ หรือถ้าทั้งสองฝ่ายยินยอมก็หย่าโดยความยินยอมได้เสมอ (ม.1514)
Q: สามีไปทำงานต่างประเทศไม่กลับบ้านหลายปี แต่ยังส่งเงินมาให้ อย่างนี้เป็นการละทิ้งร้างหรือไม่?
A: ยังเป็นเหตุ (4) ได้ยาก เพราะการส่งเงินมาแสดงว่ายังห่วงใยครอบครัว การละทิ้งร้างต้องหมดรักหมดอาลัยใยดีต่อกันโดยสิ้นเชิง แต่อาจอ้างเหตุอื่นได้ถ้าเข้าเกณฑ์
Q: ฟ้องหย่าต้องอ้างเหตุเดียวหรืออ้างหลายเหตุได้?
A: อ้างได้หลายเหตุในคดีเดียวกัน ถ้าเข้าเหตุใดเหตุหนึ่งแล้วศาลก็จะพิพากษาให้หย่าได้ ยิ่งอ้างได้หลายเหตุก็ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น
Q: เหตุ (1) ต้องมีหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์จริงๆ ไหม?
A: ไม่จำเป็น หลักฐาน "การยกย่องหรืออุปการะฉันคู่สมรส" เช่น แชท รูปถ่าย ออกงานด้วยกัน จ่ายเงินให้ ก็เพียงพอ ไม่ต้องพิสูจน์ว่ามีเพศสัมพันธ์จริง
Q: ถ้าเหตุที่รู้มานานกว่า 1 ปีแล้ว ยังฟ้องได้ไหม?
A: ขึ้นกับว่าเหตุนั้นยังดำเนินอยู่หรือสิ้นสุดแล้ว ถ้าสิ้นสุดแล้วและเกิน 1 ปีนับแต่รู้ = ขาดอายุความ แต่ถ้ายังต่อเนื่องอยู่ = อายุความยังไม่เริ่มนับ
Q: เหตุ (4/1) และ (4/2) มีผลย้อนหลังไหม?
A: กฎหมายใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ประกาศใช้ (23 ม.ค. 2568) สำหรับการฟ้องคดีหลังวันดังกล่าว ส่วนระยะเวลา 3 ปีนั้นต้องเริ่มนับหลังกฎหมายมีผลหรือก่อนหน้านั้นได้ด้วยต้องตีความเพิ่มเติม
Q: ฟ้องหย่าแล้วถ้าไม่มีเหตุ ศาลจะยกฟ้องเลยไหม หรือพิจารณาอะไรเพิ่ม?
A: ถ้าโจทก์พิสูจน์เหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ศาลยกฟ้อง แต่ถ้าพิสูจน์ได้ศาลยังต้องพิจารณาข้อยกเว้น (ม.1517-1518) ด้วยก่อนพิพากษา
ปรึกษาคดี ฟ้องหย่า ฟ้องชู้ กับสำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแพ่ง อาญา ครอบครัว มรดก ที่ดิน แรงงาน และคดีอื่น ๆ โดยทนายความผู้มีประสบการณ์
หากต้องการประเมินแนวทางคดีหรือสอบถามข้อมูลเบื้องต้น สามารถติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาได้ ติดต่อ LINE ID: @280cwfgf