ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ
ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงไทยกับชาวต่างชาติเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีมานาน และเพิ่มขึ้นตามความสะดวกในการเดินทางและการสื่อสารข้ามพรมแดน แต่เมื่อชีวิตสมรสดำเนินไป ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา หรือทัศนคติ อาจกลายเป็นรอยร้าว โดยเฉพาะปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ การสมัครใจแยกกันอยู่เป็นเวลานาน การจงใจทิ้งร้าง การมีชู้หรือมีคนรักใหม่ หรือแม้แต่การหลอกจดทะเบียนสมรสเพื่อประโยชน์ด้านวีซ่า เมื่อคู่สมรสชาวต่างชาติเดินทางกลับประเทศตนและขาดการติดต่อไป ผู้ที่ถูกทิ้งไว้จึงต้องเผชิญความยุ่งยากทางกฎหมาย ทั้งเรื่องการหย่า การจัดการทรัพย์สิน และอำนาจปกครองบุตร
บทความนี้ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ เขียนขึ้นเพื่ออธิบายขั้นตอนการฟ้องหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนฟ้องจนถึงการดำเนินคดีในศาลไทย สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ หรือสมรสไปแล้วแต่มีแนวโน้มว่าจะไปต่อด้วยกันไม่ได้ จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมเอกสารให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ | ขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย โดยทนายเจตน์สฤษฎิ์
1. เหตุแห่งการฟ้องหย่า : แม้คู่สมรสจะเป็นคนต่างสัญชาติ แต่เมื่อยื่นฟ้องต่อศาลไทย เหตุฟ้องหย่าต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 นะครับ เหตุที่พบได้บ่อยในคดีหย่าชาวต่างชาติ ได้แก่
– การสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี
– การจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี
– ไม่อุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสหรือบุตร
– ประพฤติชั่ว มีชู้ หรือมีคู่รักใหม่
– กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
อย่างไรก็ตาม การมีเหตุหย่าตามกฎหมายไทยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนต่างสัญชาติ ยังต้องพิจารณากฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายควบคู่กันไปด้วย
2. หลักการสำคัญตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481
ในการพิจารณาคดีหย่าที่มีคู่กรณีเป็นชาวต่างชาติ ศาลไทยจะนำหลักกฎหมายขัดกันมาใช้บังคับ โดยมีมาตราสำคัญที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ :
มาตรา 26 : การหย่าโดยความยินยอม “การหย่าโดยความยินยอมย่อมสมบูรณ์ ถ้ากฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้” มาตรานี้ใช้กับกรณีการหย่าโดยความตกลง (การหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514) ซึ่งหากมีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเป็นชาวต่างชาติ การหย่าจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายยอมให้มีการหย่าโดยความยินยอมได้
มาตรา 27 : การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล (การฟ้องหย่า) “ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า” นี่คือมาตราหลักสำหรับกรณีการฟ้องหย่าในศาลไทย ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 2 ประการที่ศาลไทยต้องพิจารณาควบคู่กัน :
– กฎหมายสัญชาติของคู่สมรส : ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ก็ต่อเมื่อ กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่าย ยอมให้มีการหย่าได้ (เป็นหลักการตัดอำนาจศาลไทย หากกฎหมายสัญชาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อนุญาตให้มีการหย่า)
– กฎหมายที่ใช้บังคับแก่เหตุหย่า : เหตุแห่งการหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า นั่นคือ กฎหมายไทย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516)
3. ภาระการพิสูจน์และแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ จากการบังคับใช้มาตรา 27 ทำให้เกิดภาระการพิสูจน์ที่สำคัญสำหรับโจทก์ผู้ฟ้องหย่า ดังนี้ :
ภาระการพิสูจน์กฎหมายสัญชาติของจำเลย เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องหย่าต่อศาลไทย โจทก์มีภาระการพิสูจน์ให้ได้ว่า กฎหมายไทย (สัญชาติของฝ่ายหนึ่ง) ยอมให้มีการหย่าได้ และกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย (อีกฝ่ายหนึ่ง) ก็ยอมให้มีการหย่าได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น หากจำเลยมีสัญชาติอเมริกัน ซึ่งกฎหมายของรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ยอมให้หย่าได้ โจทก์ก็ต้องนำกฎหมายของรัฐที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่มาแสดงต่อศาล พร้อมคำแปลภาษาไทยที่รับรองถูกต้อง
การพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ต้องกระทำโดยการคัดลอกตัวบทกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย (ที่ไม่ใช่ประเทศไทย) พร้อมคำแปลภาษาไทยอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอต่อศาลไทย
ผลของการไม่นำสืบกฎหมายต่างประเทศ หากโจทก์ไม่สามารถนำสืบและพิสูจน์กฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลยให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่ากฎหมายนั้นยอมให้หย่าได้ ศาลไทยจะต้องมีคำพิพากษา ยกฟ้อง เพราะถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องของอำนาจฟ้องและหลักกฎหมายตามมาตรา 27 เป็นบทตัดอำนาจของศาลไทย
ข้อสังเกต: เหตุใดจึงนำมาตรา 8 มาใช้แทนไม่ได้ ศาลไทยไม่สามารถนำหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ขัดกันแห่งกฎหมายฯ (ซึ่งบัญญัติว่า หากมิได้พิสูจน์กฎหมายต่างประเทศให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายไทยแทน) มาใช้โดยอนุโลมได้ เนื่องจากหลักการของมาตรา 27 เป็นบทตัดอำนาจศาลในการพิจารณาคดีหย่าโดยเด็ดขาด หากไม่เข้าเงื่อนไขว่ากฎหมายสัญชาติทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ การฟ้องหย่าจึงต้องถูกยกฟ้อง
4. การเตรียมเอกสารก่อนฟ้องหย่าชาวต่างชาติ (สำคัญมาก)
เอกสารที่ควรเตรียมมีดังนี้…..
1. บัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรสชาวไทย
2. สำเนา Passport ของคู่สมรสชาวต่างชาติ (จำเลย) พร้อมคำแปลภาษาไทย (รับรองคำแปล)
3. ทะเบียนสมรส (สำคัญมาก: หากจดในต่างประเทศ ต้องแปลและรับรองนิติกรณ์จากกงสุลไทยและกระทรวงต่างประเทศก่อน)
4. บันทึกฐานะแห่งครอบครัว (คร.22) (ถ้ามี)
5. หนังสือรับรองโสดของชาวต่างชาติ (เป็นเอกสารสำคัญสำหรับตรวจสอบภูมิลำเนาที่อยู่นอกราชอาณาจักรของชาวต่างชาติ)
6. ผลการสืบค้นข้อมูลการเดินทางเข้า–ออกราชอาณาจักรไทย (ขอโดยทนายความจะขอศาลออกหมายเรียกไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
7. ข้อมูลที่อยู่ของจำเลยในต่างประเทศ พร้อมแปลภาษาไทย ใช้ข้อมูลแนบท้ายทะเบียนสมรสได้ หรือ บางกรณีไม่มีข้อมูลแนบท้าย ให้ใช้ข้อมูลจากหนังสือรับรองโสดของชาวต่างชาติ (ข้อ 5)
8. หลักฐานทรัพย์สินสมรส (ถ้ามี)
9. สูติบัตรบุตร (ถ้ามี)
10. หนังสือเปลี่ยนชื่อ–สกุล (ถ้ามี)
11. หนังสือสัญญาหย่า (ถ้ามี)
12. ใบเปลี่ยนชื่อตัว–สกุล (ถ้ามี)
13. กฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย (ที่ไม่ใช่ประเทศไทย) พร้อมคำแปลภาษาไทยอย่างถูกต้อง
5. การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง (ขั้นตอนที่ยุ่งยากมากที่สุด)
ขั้นตอนนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คดีช้าหรือเร็ว เพราะหากส่งหมายให้จำเลยไม่ได้ กระบวนการพิจารณาก็เริ่มต้นไม่ได้
5.1 กรณีจำเลยมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ส่งหมายโดยเจ้าพนักงานศาลไปยังที่อยู่จำเลยได้เลย (ง่ายและเร็ว)
5.2 กรณีจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย (พบปัญหาบ่อยที่สุด) คือ ไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบัน / สถานทูตปฏิเสธให้ข้อมูล (เหตุผลอ้าง PDPA) / สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่มีข้อมูลที่อยู่ของชาวต่างชาติ
แนวทางปฏิบัติในการหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปต่างประเทศ
– จะใช้ที่อยู่ที่ปรากฏในทะเบียนสมรส หรือ เอกสารทางราชการ หรือ หนังสือรับรองโสดของชาวต่างชาติ
– ยื่นคำร้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 83 จัตวา ภายใน 7 วันนับแต่วันฟ้อง
การส่งหมายจะเรียกและสำเนาคำฟ้องจะต้องส่งหมายข้ามประเทศ
การส่งหมายจะเรียกและสำเนาคำฟ้องจะต้องส่งหมายข้ามประเทศตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 83 ทวิ – 83 อัฏฐ โดยแบ่งเป็นกรณีดังนี้ :
– การจัดส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดี เอกสารแนบท้าย ให้แก่จำเลย โจทก์ต้องทำคำแปลหมายเรียก คำฟ้องตั้งต้นคดีและเอกสารแนบท้ายที่จะส่งไปยังประเทศที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยชาวต่างชาติ เป็นภาษาราชการของประเทศนั้นหรือเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งคำรับรองคำแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลพร้อมกับคำร้องดังกล่าว และวางเงินค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด
+ กรณีประเทศที่ไทยมีความตกลงความร่วมมือทางแพ่ง
เช่น (เกาหลี, อินโดนีเซีย, จีน, ออสเตรเลีย, สเปน, เวียดนาม)
– วิธีส่งโดย วิถีทางการทูต (ผ่านสำนักงานศาลยุติธรรม + กระทรวงการต่างประเทศ) โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาท ศาลจะมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อาจจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนนับแต่วันฟ้องคดี
+ กรณีประเทศที่ไทยไม่มีความตกลงความร่วมมือทางแพ่ง
– วิธีส่งโดย
(1) ไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ (EMS World): ของไปรษณีย์ไทย โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาท ศาลจะมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อาจจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน นับแต่วันฟ้องคดี
(2) ผู้ประกอบกิจการรับส่งพัสดุภัณฑ์ (Private Courier): เช่น FedEx, DHL (ต้องเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้และมีระบบติดตามผล) โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาท ศาลจะมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อาจจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน นับแต่วันฟ้องคดี
(3) วิถีทางการทูต (Diplomatic Channel): ผ่านสำนักงานศาลยุติธรรม + กระทรวงการต่างประเทศ โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาท ศาลจะมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อาจจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน นับแต่วันฟ้องคดี
5.3 หากส่งหมายไม่ได้ ทางแก้สุดท้าย : หากส่งหมายไม่ได้เพราะไม่มีผู้รับ หรือ ไม่ทราบที่อยู่แน่ชัด หรือไม่ปรากฏผลในระยะเวลาอันสมควร ทนายความจะแถลงต่อศาลถึงเหตุขัดข้อง เพื่อขอศาลมีคำสั่งให้ “ส่งโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่ศาล” (หรือประกาศโฆษณา) แทน ซึ่งจะมีผลทางกฎหมายเมื่อพ้น 60 วัน หรือ อาจจะพิจารณาถอนฟ้องไว้ก่อน แล้วกลับมาฟ้องใหม่เมื่อมีข้อมูลพร้อม
6. การนับระยะเวลาของการส่งหมาย
– ส่งหมายไปต่างประเทศ : ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันส่ง (หรือ ส่งโดยวิธีอื่นแทนการส่งให้แก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลา 75 วัน นับแต่วันที่ได้มีการส่งโดยวิธีอื่น) (มาตรา 83 เบญจ)
– ปิดประกาศ : ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศไว้ที่ศาล (มาตรา 83 อัฎฐ วรรคสอง)
7. เขตอำนาจศาลและระยะเวลาดำเนินคดี
– เขตอำนาจศาล : ฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัว “มูลคดีเกิด” (สถานที่จดทะเบียนสมรส หรือ บ้านที่เคยอยู่ร่วมกันครั้งสุดท้าย) หรือ “ภูมิลำเนาโจทก์” (หากจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในไทย)
– ระยะเวลารวม : คดีฟ้องหย่าต่างชาติใช้เวลาประมาณ 8 เดือน – 1 ปี (นานกว่าคดีปกติ 2-3 เท่า เพราะเสียเวลากับการส่งหมาย)
8. ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
– ค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท
– ค่าทนายความ (ขึ้นอยู่กับความยากง่าย) สอบถามทนายเจตน์สฤษฎิ์ ได้ที่ Line ID : @280cwfgf
– ค่าล่าม (ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี)
– ค่าแปลภาษา หน้าละประมาณ 800 – 1000 บาท
– ค่าส่งหมาย (5000 – 10000 บาท)
– ค่าใช้จ่ายอื่นตามคดี
คำแนะนำจากทนาย : ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ มีความซับซ้อนสูงมาก ทั้งในเรื่องการตีความกฎหมายขัดกันและการดำเนินการส่งหมายข้ามพรมแดน การปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้คุณวางแผนการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง และป้องกันความเสี่ยงในการถูกยกฟ้องซึ่งจะทำให้คุณต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์