ฟ้องหย่าคู่สมรสที่เป็นคนต่างสัญชาติ
บทเรียนราคาแพง ! ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ เพราะเหตุ "ทิ้งร้าง" แต่สุดท้ายแพ้คดี... เพราะลืมเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียว
หลายคนเข้าใจผิดว่า... ถ้าคู่สมรสชาวต่างชาติทิ้งเราไปหรือไม่ส่งเสียเลี้ยงดู เราก็แค่ยื่นฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย (ป.พ.พ. มาตรา 1516) แล้วศาลก็จะพิพากษาให้ชนะคดีได้อย่างง่ายดาย แต่ในความเป็นจริง "ไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป" ครับ หากคู่นั้นเป็นคนต่างสัญชาติ เพราะคุณกำลังเผชิญกับกฎหมายที่ซับซ้อนมากกว่าปกติ นั่นคือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า: "ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของทั้งสามีและภริยา ยอมให้มีการหย่าได้"
ฟ้องหย่าคู่สมรสที่เป็นคนต่างสัญชาติ
กรณีศึกษาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566
การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182
📌 จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566 (บทเรียนที่คนไทยต้องรู้)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอหยิบยกคดีจริงที่เกิดขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ครับ :
⚖️ ข้อเท็จจริงของคดี : โจทก์ (หญิงไทย) ฟ้องหย่าจำเลย (ชายชาวอังกฤษ) โดยอ้างเหตุว่าจำเลยจงใจทอดทิ้งร้างโจทก์และบุตรไปนานกว่า 1 ปี ซึ่งถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายไทยชัดเจน
❌ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น : ในการสู้คดี โจทก์ไม่ได้นำสืบหรือพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า "กฎหมายของประเทศอังกฤษ (สัญชาติของจำเลย) อนุญาตให้คู่สมรสหย่ากันได้หรือไม่"
⚠️ ผลลัพธ์ที่น่าตกใจ : แม้จำเลยจะไม่เคยสู้คดีเลย และแม้เหตุหย่าตามกฎหมายไทยจะชัดเจนมาก แต่ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ "ยกฟ้อง" ครับ!
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? เพราะกฎหมายต่างประเทศถือเป็น "ข้อเท็จจริง" ที่ศาลไทยไม่สามารถรู้เองได้ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ศาลเชื่อให้ได้ว่ากฎหมายสัญชาติของคู่สมรสยอมให้หย่าได้ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบเรื่องนี้ ศาลจึงไม่มีอำนาจพิพากษาให้หย่าตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. ขัดกันแห่งกฎหมายฯ
💡 สรุปบทเรียนสำหรับผู้ที่ต้องฟ้องหย่าชาวต่างชาติ
หากคุณกำลังตกอยู่ในสถานการณ์นี้ อย่าปล่อยให้ความเสียใจทำให้คุณมองข้าม "ความละเอียดอ่อนทางกฎหมาย" สิ่งที่คุณต้องเตรียมตัวคือ :
เหตุหย่าต้องชัดเจน : ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516
กฎหมายสัญชาติต้องพร้อม : คุณต้องมีหลักฐาน/ตัวบทกฎหมายของประเทศคู่สมรส พร้อมคำแปลที่รับรองถูกต้อง เพื่อพิสูจน์ว่ากฎหมายของเขา "ยอมให้หย่าได้"
ภาระการพิสูจน์อยู่ที่คุณ : อย่ารอให้คู่สมรสเป็นฝ่ายยกขึ้นสู้ เพราะหากคุณไม่นำสืบ ศาลอาจยกฟ้องได้ทันทีเนื่องจากเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน
การฟ้องหย่าชาวต่างชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึก
แต่เป็นเรื่องของ "พยานหลักฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศ" ที่ต้องแม่นยำครับ
หากมีข้อสงสัยหรือต้องการเตรียมตัวเพื่อไม่ให้พลาดแบบคดีข้างต้น
ปรึกษาเราได้ที่: ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ Line ID : @280cwfgf