การผิดสัญญาหมั้น เรียกค่าทดแทนได้หรือไม่

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 19 Oct 2026 · 10:37 น. 30 ครั้ง คดีแพ่ง คดีครอบครัว
การผิดสัญญาหมั้น เรียกค่าทดแทนได้หรือไม่
แชร์: คัดลอกแล้ว!

การผิดสัญญาหมั้น

เรียกค่าทดแทนได้หรือไม่ ?

การผิดสัญญาหมั้น

เรียกค่าทดแทนได้ หากเป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายและอีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 โดยอาจเรียกค่าทดแทนจากความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียง ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสที่จ่ายไปโดยสุจริตและตามสมควร หรือความเสียหายเกี่ยวกับอาชีพและทางทำมาหาได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การเลิกรากันหรือยกเลิกงานแต่งงานไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการผิดสัญญาหมั้นทุกกรณี ต้องพิจารณาว่ามีการหมั้นที่สมบูรณ์หรือไม่ คู่กรณีมีเจตนาจะสมรสกันจริงหรือไม่ ฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญา และมีความเสียหายอะไรที่พิสูจน์ได้บ้าง อีกประเด็นที่ต้องระวัง คือ สิทธิเรียกร้องหลายประเภทมีอายุความเพียง 6 เดือน หากปล่อยเวลาผ่านไปอาจเสียสิทธิเรียกร้องได้

บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขโดยกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 โดยใช้คำว่า “ผู้หมั้น” และ “ผู้รับหมั้น” ตามตัวบทปัจจุบัน ส่วนคำพิพากษาที่เกิดขึ้นก่อนการแก้ไขกฎหมายอาจใช้คำว่า “ฝ่ายชาย” และ “ฝ่ายหญิง” ตามข้อเท็จจริงและถ้อยคำในคดีนั้น

1. การหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายต้องมีอะไรบ้าง ?

1.1 อายุของคู่หมั้น ตามมาตรา 1435 : บุคคลทั้งสองฝ่ายต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ การหมั้นที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องอายุเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1435

1.2 ความยินยอมของผู้เยาว์ ตามมาตรา 1436 : แม้บุคคลจะมีอายุครบ 18 ปีแล้ว แต่หากยังไม่บรรลุนิติภาวะก็อาจยังเป็นผู้เยาว์ได้ โดยทั่วไปบุคคลจะบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เว้นแต่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่ทำให้บรรลุนิติภาวะก่อนนั้น. ผู้เยาว์ที่ทำการหมั้นต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลที่กฎหมายกำหนด เช่น บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครอง แล้วแต่กรณี หากทำการหมั้นโดยปราศจากความยินยอมที่กฎหมายกำหนด การหมั้นเป็นโมฆียะตามมาตรา 1436

1.3 ต้องมีการส่งมอบหรือโอนของหมั้น ตามมาตรา 1437 : การหมั้นสมบูรณ์เมื่อผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่ผู้รับหมั้น เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน เมื่อการหมั้นสมบูรณ์แล้ว ของหมั้นตกเป็นสิทธิของผู้รับหมั้นตามกฎหมาย. การเพียงตกลงว่าจะให้ของหมั้นในอนาคต โดยยังไม่มีการส่งมอบหรือโอนทรัพย์สิน อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้การหมั้นสมบูรณ์ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและลักษณะของทรัพย์สินแต่ละกรณี กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องจัดพิธีหมั้นตามประเพณีจึงจะสมบูรณ์

1.4 ต้องมีเจตนาที่จะสมรสกันจริง : การจัดพิธีหมั้นหรือพิธีแต่งงานตามประเพณีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายว่าด้วยการหมั้นโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาด้วยว่าคู่กรณีมีเจตนาจะสมรสกันตามกฎหมายหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549 คดีนี้มีการทำพิธีหมั้นตามประเพณีโดยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการจะถือว่าผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ ต้องพิจารณาเจตนาที่จะสมรสโดยจดทะเบียนก่อน ทรัพย์สินที่มอบให้กันในพิธีจึงไม่ใช่ของหมั้นตามกฎหมาย และไม่อาจเรียกคืนโดยอาศัยฐานผิดสัญญาหมั้นได้ตามข้อเท็จจริงของคดี อ่านคำพิพากษา: https://www.jetsaridlawyer.com/dika/8954-2549

ในทางกลับกัน เจตนาที่จะสมรสอาจพิจารณาจากพฤติการณ์หลายอย่างประกอบกัน ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารฉบับเดียวที่ระบุเจตนาไว้อย่างชัดแจ้งเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543 พฤติการณ์ที่จำเลยมอบแหวนให้โจทก์ จองสถานที่จัดงานสมรส พิมพ์บัตรเชิญ และติดต่อผู้ใหญ่ให้มาเป็นเจ้าภาพ แสดงถึงเจตนาที่จะสมรสกัน ศาลถือว่าการมอบแหวนดังกล่าวเป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ไม่ได้จัดพิธีหมั้นตามประเพณีหรือมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาเป็นพยานก็ตาม ต่อมาเมื่อจำเลยไปสมรสกับบุคคลอื่น จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น อ่านคำพิพากษา: https://www.jetsaridlawyer.com/dika/4905-2543

2. ของหมั้นกับสินสอดต่างกันอย่างไร ?

ของหมั้น คือ ทรัพย์สินที่ผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนให้ผู้รับหมั้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน

สินสอด คือ ทรัพย์สินที่ผู้หมั้นให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายผู้รับหมั้น เพื่อตอบแทนการที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส ตามมาตรา 1437

ข้อแตกต่างสำคัญมีดังนี้

  1. ของหมั้นให้แก่ผู้รับหมั้น ส่วนสินสอดให้แก่บุคคลที่กฎหมายระบุในฝ่ายผู้รับหมั้น

  2. ของหมั้นต้องมีการส่งมอบหรือโอนตามหลักกฎหมายเพื่อให้การหมั้นสมบูรณ์ ส่วนสินสอดไม่จำเป็นต้องส่งมอบในวันทำพิธีหมั้นเสมอไป

  3. การเรียกคืนของหมั้นขึ้นอยู่กับเหตุแห่งการผิดสัญญาหมั้นหรือการบอกเลิกสัญญาหมั้น ส่วนการเรียกคืนสินสอดต้องพิจารณาหลักเฉพาะตามมาตรา 1437 ประกอบข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518 : สินสอดที่ยังไม่ได้ชำระ

คดีนี้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสินสอดจำนวน 8,000 บาท โดย บิดาของฝ่ายชายเป็นผู้ไม่มีเงินชำระสินสอดในวันแต่งงาน จึงมีการทำสัญญากู้ไว้แทน และมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยกสินสอดให้แก่บุตรสาว ต่อมาคู่สมรสอยู่กินกันภายหลังพิธีแต่งงานตามประเพณีประมาณ 3 เดือนแล้วเลิกรากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าไม่อาจกล่าวโทษฝ่ายหญิงแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายชายจึงเรียกสินสอดคืนไม่ได้ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้มีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและต้องชำระตามคำพิพากษา

ศาลยังชี้ว่าสินสอดให้กันภายหลังการสมรสได้ ต่างจากของหมั้นที่ต้องส่งมอบกันในเวลาทำสัญญาหมั้นก่อนสมรสเพื่อให้การหมั้นสมบูรณ์ตามมาตรา 1437 ทั้งนี้ เป็นคำพิพากษาเก่า และการนำหลักดังกล่าวไปใช้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละคดีประกอบด้วย

3. เมื่อผิดสัญญาหมั้น ต้องคืนของหมั้นหรือไม่ ?

ต้องพิจารณาว่าใครเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น หรือมีเหตุบอกเลิกสัญญาหมั้นตามกฎหมายหรือไม่

  • ผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น : ตามมาตรา 1439 ต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น และอาจต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน

  • ผู้หมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น : ผู้รับหมั้นอาจเรียกค่าทดแทนได้ และโดยหลักไม่ต้องคืนของหมั้น ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • มีเหตุสำคัญเกิดแก่ผู้รับหมั้น : ผู้หมั้นอาจบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ตาม มาตรา 1442 โดยผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้น

  • มีเหตุสำคัญเกิดแก่ผู้หมั้น : ผู้รับหมั้นอาจบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ตาม มาตรา 1443 โดยไม่ต้องคืนของหมั้น

  • มีการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงภายหลังการหมั้น : หากเข้าเงื่อนไข มาตรา 1444 ผู้กระทำอาจต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนเสมือนเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น

การจะถือว่าเหตุใดเป็นเหตุสำคัญหรือเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรง ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

กรณีคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตก่อนสมรส ตามมาตรา 1441 หากคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรส อีกฝ่ายไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทน และไม่ว่าผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้นตาย ผู้รับหมั้นหรือฝ่ายผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดให้แก่ผู้หมั้น

ข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับเมื่อผิดสัญญาหมั้น มาตรา 1438 กำหนดว่าการหมั้นไม่เป็นเหตุให้ร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ และหากตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าผิดสัญญาหมั้นแล้วต้องจ่ายเบี้ยปรับ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ การเรียกค่าทดแทนต้องพิจารณาตามบทบัญญัติกฎหมาย ไม่ใช่ถือจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าเป็นค่าทดแทนที่เรียกได้โดยอัตโนมัติ

4. พฤติการณ์ใดอาจถือว่าเป็นการผิดสัญญาหมั้น ?

ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าใครเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญาหมั้น และมีเหตุอันสมควรตามกฎหมายหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2538 คดีนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดพิธีแต่งงานตามประเพณี ฝ่ายหญิงชักชวนให้ฝ่ายชายไปจดทะเบียนสมรสหลายครั้ง แต่ฝ่ายชายไม่ดำเนินการ และมีพฤติการณ์ที่ฝ่ายหญิงถูกไล่ออกจากบ้าน ศาลฎีกาถือว่าฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้น และบิดามารดากับพี่ชายของฝ่ายชายที่ไล่ฝ่ายหญิงออกจากบ้านก็ร่วมผิดสัญญาหมั้นด้วยตามข้อเท็จจริงในคดีข้อสังเกตทั่วไป คือ การเรียกร้องจากบุคคลอื่นนอกเหนือจากคู่หมั้นต้องพิจารณาฐานสิทธิและพฤติการณ์ของบุคคลนั้นเป็นรายกรณี ไม่ควรสรุปว่าญาติทุกคนต้องรับผิดเพียงเพราะเกี่ยวข้องกับคู่หมั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3296/2566 คดีนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับบุคคลอื่นภายหลังการหมั้น ศาลฎีกาพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำคำพิพากษานี้ไปสรุปว่าการติดต่อหรือพูดคุยกับบุคคลอื่นทุกกรณีเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรง ต้องพิจารณาพฤติการณ์และพยานหลักฐานในแต่ละคดีด้วย

5. ใครมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทน ?

ผู้ที่จะฟ้องต้องพิจารณาว่าตนเป็นคู่สัญญาหรือมีฐานสิทธิตามกฎหมายอย่างไร ไม่ใช่ว่าบิดามารดาหรือญาติของคู่หมั้นทุกคนจะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนโดยอัตโนมัติ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2526 เป็นตัวอย่างที่บิดาของฝ่ายชายเข้าร่วมทำสัญญาหมั้นและมอบทรัพย์สินตามข้อเท็จจริงในคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องโดยพิจารณาว่าบิดาเป็นคู่สัญญาหรือไม่ คดีนี้วินิจฉัยเฉพาะประเด็นอำนาจฟ้อง ยังไม่ได้ตัดสินว่าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น

6. เรียกค่าทดแทนอะไรได้บ้าง ตามมาตรา 1440 ?

มาตรา 1440 กำหนดประเภทค่าทดแทนไว้ 3 ประเภท ได้แก่

  1. ความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงของผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้น (เช่น ได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียงในสังคมจากการถอนหมั้นหรือผิดสัญญา)

  2. ค่าใช้จ่ายหรือหนี้ที่เกิดจากการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร

  3. ความเสียหายเกี่ยวกับอาชีพหรือทางทำมาหาได้ที่คู่หมั้นจัดการไปโดยสมควรเพราะคาดหมายว่าจะได้สมรส

ค่าใช้จ่ายงานแต่งงานเรียกคืนได้ทั้งหมดหรือไม่ ?

ไม่ใช่ทุกรายการ ต้องพิจารณาว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควรหรือไม่

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2538 ศาลพิจารณาค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับชุดแต่งงานโดยคำนึงถึงฐานะของคู่กรณีและลักษณะการจัดงาน ส่วนค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เกี่ยวกับของรับไหว้ตามประเพณี ศาลไม่ได้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายเตรียมการสมรสที่เรียกได้ในคดีนั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3296/2566 สะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ค่าช่างภาพและทีมงาน ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก สถานที่ และชุดสำหรับถ่ายภาพ อาจเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสที่เรียกได้ หากข้อเท็จจริงแสดงว่าคู่กรณีร่วมกันตัดสินใจ ค่าใช้จ่ายเหมาะสมกับฐานะ และมีหลักฐานการชำระเงินจริง

คำพิพากษานี้ไม่ได้หมายความว่าค่าพรีเวดดิ้งหรือรายการราคาแพงทุกชนิดจะเรียกได้โดยอัตโนมัติ ผู้เรียกร้องต้องแสดงหลักฐานและอธิบายความเกี่ยวข้องกับการเตรียมการสมรสให้ชัดเจน

7. เรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่สามได้หรือไม่ ?

กฎหมายกำหนดกรณีที่ผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้นอาจเรียกค่าทดแทนจากบุคคลอื่นได้ แต่ต้องเข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

  • มาตรา 1445 : อาจเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่ร่วมประเวณีกับคู่หมั้น โดยรู้หรือควรรู้ถึงการหมั้น เมื่อได้บอกเลิกสัญญาหมั้นแล้วตามเงื่อนไขของกฎหมาย

  • มาตรา 1446 : กรณีบุคคลอื่นข่มขืนหรือพยายามข่มขืนกระทำชำเราคู่หมั้น กฎหมายกำหนดสิทธิเรียกค่าทดแทนไว้โดยไม่ต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นก่อน หากเข้าเงื่อนไขตามมาตรานี้

การใช้สิทธิเรียกร้องต้องตรวจสอบองค์ประกอบของแต่ละมาตราและพยานหลักฐานอย่างละเอียด

8. ศาลกำหนดค่าทดแทนอย่างไร ?

ตามมาตรา 1447 ศาลกำหนดค่าทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์ โดยพิจารณาประเภทความเสียหาย หลักฐาน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ฐานะของคู่กรณี และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้อง

สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามหมวดการหมั้นโดยหลักไม่อาจโอนกันได้และไม่ตกทอดแก่ทายาท เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด เช่น สิทธินั้นได้รับสภาพกันไว้เป็นหนังสือหรือผู้เสียหายได้เริ่มฟ้องคดีแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดนี้ไม่ใช้กับค่าทดแทนตามมาตรา 1440 (2) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส

หากศาลชั้นต้นไม่ให้ค่าทดแทนบางรายการ ต้องทำอย่างไร ? หากไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ควรพิจารณาอุทธรณ์ในประเด็นและรายการค่าทดแทนที่ต้องการโต้แย้งภายในกำหนดเวลาและตามหลักวิธีพิจารณาความ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543 มีประเด็นเกี่ยวกับการที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มจำนวนค่าทดแทนจากที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในส่วนนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเพิ่มดังกล่าวไม่ชอบด้วยหลักวิธีพิจารณาความตามข้อเท็จจริงของคดี

ดังนั้น หากประสงค์จะโต้แย้งรายการค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นไม่ให้ ควรตรวจสอบประเด็นและข้อจำกัดในการอุทธรณ์ให้ครบถ้วน

9. อายุความฟ้องเรียกค่าทดแทนและเรียกคืนของหมั้น

สิทธิเรียกร้องตามหมวดการหมั้นหลายประเภทมีอายุความเพียง 6 เดือน โดยมีหลักสำคัญตามมาตรา 1447/1 และมาตรา 1447/2 ดังนี้

อายุความเรียกค่าทดแทน ตามมาตรา 1447/1

  • ค่าทดแทน ตามมาตรา 1439 : อายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น

  • ค่าทดแทน ตามมาตรา 1444 : อายุความ 6 เดือนนับแต่วันรู้หรือควรรู้ถึงการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้บอกเลิกสัญญาหมั้น แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันกระทำ

  • ค่าทดแทน ตามมาตรา 1445 และ 1446 : อายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงการกระทำของบุคคลอื่นอันเป็นเหตุให้เรียกค่าทดแทนและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นกระทำการ

อายุความเรียกคืนของหมั้น ตามมาตรา 1447/2

  • กรณีผิดสัญญาหมั้นตามมาตรา 1439 : อายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น

  • กรณีบอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 : อายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่บอกเลิกสัญญาหมั้น

ไม่ควรรอจนใกล้ครบกำหนดจึงเริ่มรวบรวมเอกสาร เพราะวันเริ่มนับอายุความอาจเป็นประเด็นข้อพิพาท และสิทธิเรียกร้องแต่ละประเภทอาจมีจุดเริ่มนับต่างกัน ควรตรวจสอบวันเกิดเหตุ วันที่รู้เหตุ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาหมั้นโดยเร็ว

10. หลักฐานที่ควรเตรียมก่อนฟ้องคดีผิดสัญญาหมั้น

  1. หลักฐานการหมั้นและของหมั้น เช่น หลักฐานการส่งมอบหรือโอนทรัพย์สิน ภาพถ่าย ข้อความสนทนา และพยานบุคคล

  2. หลักฐานเจตนาจะสมรสกัน เช่น ข้อความเกี่ยวกับการไปจดทะเบียนสมรส การสู่ขอ การกำหนดวันแต่งงาน การจองสถานที่ หรือการสั่งพิมพ์บัตรเชิญ

  3. หลักฐานการผิดสัญญาหมั้นหรือเหตุบอกเลิก เช่น ข้อความแจ้งยกเลิกและพยานที่ทราบเหตุการณ์

  4. หลักฐานค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส เช่น ใบเสร็จ สัญญาจ้าง หลักฐานโอนเงิน ค่าชุดแต่งงาน ค่าช่างภาพ และค่าสถานที่

  5. หลักฐานความเสียหายเกี่ยวกับอาชีพหรือทางทำมาหาได้

  6. หลักฐานเกี่ยวกับวันและเวลาที่เกิดเหตุ เพื่อใช้พิจารณาอายุความ

  7. หลักฐานสถานะและความเกี่ยวข้องของบุคคลที่เรียกร้อง โดยเฉพาะกรณีที่บิดามารดาหรือบุคคลอื่นเข้าร่วมทำสัญญาหมั้นหรือเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่าย

ควรเก็บเอกสารต้นฉบับและไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน หากมีการสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน ควรเก็บข้อความต่อเนื่องและข้อมูลที่ช่วยยืนยันวันเวลาและผู้ส่งข้อความด้วย

11. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผิดสัญญาหมั้น

Q1 : เลิกกันก่อนวันแต่งงาน ฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ทันทีหรือไม่ ?

ไม่ใช่ทุกกรณี ต้องตรวจสอบว่ามีการหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น มีเหตุบอกเลิกที่กฎหมายรับรองหรือไม่ และมีความเสียหายประเภทใดที่เรียกได้ ตามมาตรา 1440

Q2 : หากอีกฝ่ายยกเลิกงานแต่ง ต้องคืนของหมั้นหรือไม่ ?

หากผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น โดยหลักต้องคืนของหมั้น ตามมาตรา 1439 แต่หากผู้หมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ผู้รับหมั้นอาจมีสิทธิเรียกค่าทดแทนและไม่ต้องคืนของหมั้น ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเหตุทางกฎหมายของแต่ละกรณี

Q3 : ไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะเรียกค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้นได้หรือไม่ ?

อาจเรียกได้หากเป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามกฎหมายและมีการผิดสัญญาหมั้น แต่ต้องพิจารณาเจตนาจะสมรสกันและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบของหมั้นด้วย การไม่ได้จดทะเบียนสมรสเพียงอย่างเดียวไม่ได้ตอบทุกประเด็น

Q4 : ค่าชุดแต่งงานและค่าถ่ายภาพพรีเวดดิ้งเรียกคืนได้หรือไม่ ?

อาจเรียกเป็นค่าทดแทน ตามมาตรา 1440 (2) ได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร และมีหลักฐานรองรับ แต่ไม่ใช่ทุกรายการจะเรียกได้โดยอัตโนมัติ

Q5 : อายุความฟ้องเรียกค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้นกี่เดือน ?

สิทธิเรียกร้องค่าทดแทน ตามมาตรา 1439 มีอายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น ส่วนสิทธิเรียกร้องประเภทอื่น ตามมาตรา 1447/1 มีจุดเริ่มนับและข้อจำกัดแตกต่างกัน จึงต้องตรวจสอบประเภทสิทธิและข้อเท็จจริงก่อนคำนวณอายุความ

Q6: สามารถเรียกค่าทดแทนตามจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าได้หรือไม่ ?

ข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับเมื่อผิดสัญญาหมั้นเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1438 ค่าทดแทนต้องพิจารณาตามบทบัญญัติกฎหมายและพฤติการณ์ของคดี ไม่ใช่ยึดจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าเป็นหลักโดยอัตโนมัติ

สรุป: ก่อนฟ้องผิดสัญญาหมั้น ต้องตรวจสอบ 4 เรื่อง

  1. การหมั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่

  2. ฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น หรือมีเหตุบอกเลิกตามกฎหมายหรือไม่

  3. ความเสียหายที่เรียกร้องเป็นประเภทที่กฎหมายรับรองและมีหลักฐานเพียงพอหรือไม่

  4. สิทธิเรียกร้องยังอยู่ภายในอายุความหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีกำหนดเวลาเพียง 6 เดือน

การเก็บหลักฐานตั้งแต่เริ่มเกิดปัญหาและตรวจสอบอายุความโดยเร็ว จะช่วยให้ประเมินสิทธิเรียกร้องได้แม่นยำขึ้น


กฎหมายและคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดการหมั้น มาตรา 1435–1447/2

  2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543

  3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8954/2549

  4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518

  5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2538 — ประเด็นการผิดสัญญาหมั้นและค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส

  6. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3296/2566 — ประเด็นการผิดสัญญาหมั้นและค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส

  7. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2526 — ประเด็นอำนาจฟ้องของบุคคลที่ร่วมทำสัญญาหมั้น


ผู้เขียน: ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
สำนักงาน: สำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
เว็บไซต์: https://www.jetsaridlawyer.com
ตรวจทานกฎหมายล่าสุด: 19 ตุลาคม 2569

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการหมั้นและการเรียกค่าทดแทน โดยอ้างอิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ปรึกษาทนายความเกี่ยวกับการผิดสัญญาหมั้น

หากกำลังมีปัญหาเรื่องการผิดสัญญาหมั้น การเรียกค่าทดแทน การคืนของหมั้น หรือการเรียกคืนสินสอด ควรรวบรวมเอกสารและข้อเท็จจริงให้ครบก่อนตัดสินใจดำเนินคดี เพื่อประเมินสิทธิเรียกร้องและกำหนดแนวทางดำเนินการให้เหมาะสมกับกรณี

ติดต่อทนายความผ่าน Line: @280cwfgf หรือแบบฟอร์มติดต่อบนเว็บไซต์ https://www.jetsaridlawyer.com


ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น