อายุความเรียกคืนของหมั้น...กี่เดือน ?
ผิดสัญญาหมั้นต้องฟ้องภายในเมื่อใด
อายุความเรียกคืนของหมั้นมีกี่เดือน ?
สิทธิเรียกคืนของหมั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1447/2 มีอายุความ 6 เดือน โดยต้องพิจารณาว่าเป็นการเรียกคืนของหมั้นตามกรณีใด ได้แก่
เรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 เมื่อผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น มีอายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น
เรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1442 เมื่อผู้หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้น มีอายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่ได้บอกเลิกสัญญาหมั้น
แม้ทั้งสองกรณีจะมีอายุความ 6 เดือนเหมือนกัน แต่จุดเริ่มนับต่างกัน ผู้ที่ต้องการเรียกคืนของหมั้นจึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและฐานสิทธิให้ชัดเจนก่อนคำนวณวันครบกำหนด
1. กฎหมายกำหนดอายุความเรียกคืนของหมั้นไว้อย่างไร ?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1447/2 กำหนดว่า
สิทธิเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 ให้มีอายุความหกเดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น
สิทธิเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1442 ให้มีอายุความหกเดือนนับแต่วันที่ได้บอกเลิกสัญญาหมั้น
อ่านตัวบทเพิ่มเติมได้ที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดการหมั้น มาตรา 1435–1447/2
บทบัญญัตินี้กำหนดอายุความไว้เฉพาะสิทธิเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 และมาตรา 1442 โดยระบุจุดเริ่มนับไว้แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำหลักนี้ไปใช้กับสิทธิเรียกร้องอื่นโดยไม่ตรวจสอบบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. กรณีใดเรียกคืนของหมั้นภายใน 6 เดือนนับแต่วันผิดสัญญาหมั้น ?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 กำหนดว่า เมื่อมีการหมั้นแล้ว หากฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกค่าทดแทน และในกรณีที่ผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น ผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้นด้วย
ตัวอย่างเช่น นาย ก. หมั้นกับนางสาว ข. และส่งมอบแหวนเพชรให้เป็นของหมั้น ต่อมานางสาว ข. เป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของกฎหมาย นาย ก. อาจมีสิทธิเรียกคืนของหมั้นได้
ในกรณีนี้ อายุความเรียกคืนของหมั้น 6 เดือนเริ่มนับจากวันที่ผิดสัญญาหมั้น ไม่ใช่เริ่มนับจากวันที่ผู้หมั้นเริ่มทวงถาม วันที่เจรจาเรื่องทรัพย์สิน หรือวันที่ไปปรึกษาทนายความโดยอัตโนมัติ
ข้อควรระวัง: การที่คู่หมั้นฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจหรือไม่ต้องการแต่งงาน ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นเสมอไป ต้องพิจารณาเหตุที่ไม่สมรส พฤติการณ์ของทั้งสองฝ่าย และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
3. กรณีบอกเลิกสัญญาหมั้น ตามมาตรา 1442 นับอายุความอย่างไร ?
มาตรา 1442 กำหนดว่า หากมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้น ทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรสมรสกับผู้รับหมั้น ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและให้ผู้รับหมั้นคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้นได้
กรณีนี้ มาตรา 1447/2 กำหนดอายุความเรียกคืนของหมั้นไว้ 6 เดือน นับแต่วันที่ได้บอกเลิกสัญญาหมั้น
ตัวอย่างเช่น หากผู้หมั้นมีเหตุสำคัญตามกฎหมายที่จะบอกเลิกสัญญาหมั้น และได้บอกเลิกสัญญาหมั้นในวันที่ 10 มกราคม ผู้หมั้นควรรีบตรวจสอบกำหนดอายุความและดำเนินการทางกฎหมายโดยเร็ว (ตัวอย่างนี้มีไว้เพื่ออธิบายจุดเริ่มนับอายุความเท่านั้น การคำนวณวันครบกำหนดจริงต้องพิจารณาหลักการนับระยะเวลาตามกฎหมายและข้อเท็จจริงของคดีด้วย)
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6385/2551 : เหตุสำคัญที่ทำให้ไม่ต้องสมรส
คดีนี้ ผู้หมั้นมอบสร้อยคอทองคำหนัก 4 บาทให้แก่ผู้รับหมั้นเป็นของหมั้น และตกลงว่าจะให้สินสอดแก่ฝ่ายผู้รับหมั้นเป็นเงิน 60,000 บาทกับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทในวันสมรส ต่อมาผู้หมั้นไม่ยอมสมรส โดยอ้างว่าผู้รับหมั้นใช้มีดงัดกลอนประตูห้องนอน วิ่งไล่ตาม และตบหน้าตน จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สมควรสมรสด้วย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การกระทำดังกล่าวจะไม่เหมาะสมและเกินเลยไปบ้าง แต่พฤติการณ์แสดงว่าเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สมควรสมรส เมื่อผู้หมั้นเป็นฝ่ายไม่ยอมสมรส จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น และผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้น อีกทั้งฝ่ายผู้รับหมั้นมีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายอันสมควรในการเตรียมการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1440 (2) ส่วนผู้ที่ตกลงจะให้สินสอดก็ต้องรับผิดชำระสินสอดตามข้อเท็จจริงของคดี
ข้อควรเข้าใจ : คำพิพากษานี้ใช้ประกอบการอธิบายเรื่องการผิดสัญญาหมั้น เหตุสำคัญ และสิทธิเรียกของหมั้นหรือสินสอด ไม่ใช่คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าอายุความเรียกคืนของหมั้นมีกำหนด 6 เดือน อายุความดังกล่าวต้องพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1447/2 โดยตรง
ข้อสังเกต : ฎีกานี้ใช้ประกอบการอธิบายเรื่องเหตุสำคัญ การผิดสัญญาหมั้น และผลต่อการคืนของหมั้นหรือสินสอดเท่านั้น ไม่ใช่แหล่งอ้างอิงสำหรับกำหนดอายุความ 6 เดือน และคำพิพากษาใช้ถ้อยคำตามตัวบทฉบับก่อนแก้ไข พ.ศ. 2567 ซึ่งใช้คำว่า “ชาย” และ “หญิง” ขณะที่ตัวบทปัจจุบันใช้คำว่า “ผู้หมั้น” และ “ผู้รับหมั้น”
4. ถ้าผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนของหมั้นทุกกรณีหรือไม่ ?
ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปว่าต้องคืนของหมั้นทุกกรณีโดยไม่ตรวจสอบเงื่อนไข เช่น
ผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น : อาจต้องคืนของหมั้นตามมาตรา 1439
ผู้หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้น : ผู้หมั้นอาจเรียกคืนของหมั้นได้ตามมาตรา 1442
ผู้รับหมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้หมั้น : มาตรา 1443 กำหนดว่าผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้น
คู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตก่อนสมรส : ต้องพิจารณามาตรา 1441 ซึ่งบัญญัติว่าอีกฝ่ายเรียกค่าทดแทนไม่ได้ และผู้รับหมั้นหรือฝ่ายผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดให้แก่ผู้หมั้น
นอกจากนี้ หากมีเพียงพิธีหมั้นหรือการมอบทรัพย์สิน แต่ไม่มีองค์ประกอบตามกฎหมาย ก็อาจมีปัญหาว่าการหมั้นสมบูรณ์หรือทรัพย์สินนั้นเป็นของหมั้นตามกฎหมายหรือไม่
5. อายุความเรียกคืนของหมั้นต่างจากอายุความเรียกค่าทดแทนหรือไม่ ?
แม้บางกรณีจะมีระยะเวลา 6 เดือนเหมือนกัน แต่เป็นสิทธิเรียกร้องคนละประเภท และต้องพิจารณาจุดเริ่มนับตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับ
สิทธิเรียกร้อง | บทกฎหมาย | จุดเริ่มนับอายุความ |
|---|---|---|
เรียกคืนของหมั้นตามกรณีผู้รับหมั้นผิดสัญญา | มาตรา 1439 และ 1447/2 | วันที่ผิดสัญญาหมั้น |
เรียกคืนของหมั้นหลังบอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 | มาตรา 1442 และ 1447/2 | วันที่บอกเลิกสัญญาหมั้น |
เรียกค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้น | มาตรา 1439 และ 1447/1 | วันที่ผิดสัญญาหมั้น |
สำหรับสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1444, 1445 และ 1446 ยังมีหลักเกณฑ์เรื่องจุดเริ่มนับอายุความและกำหนดเวลาสูงสุดแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำหลักของสิทธิเรียกคืนของหมั้นไปใช้แทนกัน
หากต้องการอ่านเรื่องค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้นโดยละเอียด โปรดอ่านบทความหลัก [การผิดสัญญาหมั้น เรียกค่าทดแทนได้หรือไม่]
6. อายุความเรียกคืนของหมั้นกับการเรียกคืนสินสอดเหมือนกันหรือไม่ ?
ไม่ควรนำมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะ ของหมั้นและสินสอดเป็นทรัพย์สินคนละประเภทตามกฎหมาย
มาตรา 1437 กำหนดหลักเกี่ยวกับของหมั้นและสินสอดไว้ต่างกัน โดยของหมั้นเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนให้แก่ผู้รับหมั้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรส ส่วนสินสอดเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายผู้หมั้นให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายผู้รับหมั้น แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส
ตามมาตรา 1437 วรรคสาม หากไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้น หรือมีพฤติการณ์ที่ฝ่ายผู้รับหมั้นต้องรับผิดชอบจนทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสได้ ฝ่ายผู้หมั้นอาจเรียกสินสอดคืนได้
นอกจากนี้ มาตรา 1437 วรรคสี่ กำหนดว่า หากต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 เรื่องลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ดังนั้น มาตรา 1447/2 ซึ่งกำหนดอายุความ 6 เดือนสำหรับสิทธิเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 และมาตรา 1442 ไม่ได้ระบุให้ใช้กับการเรียกคืนสินสอดโดยตรง การเรียกคืนสินสอดจึงต้องพิจารณาฐานสิทธิและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องแยกต่างหาก ไม่ควรนำอายุความ 6 เดือนมาใช้โดยอัตโนมัติ
7. หากใกล้ครบอายุความ ควรทำอย่างไร ?
หากมีข้อพิพาทเรื่องการคืนของหมั้น ควรดำเนินการดังนี้
รวบรวมหลักฐานการหมั้น เช่น หลักฐานการส่งมอบแหวน เงิน หรือทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของหมั้น ภาพถ่าย เอกสาร และพยานบุคคล
รวบรวมหลักฐานการผิดสัญญาหมั้นหรือการบอกเลิกสัญญาหมั้น เช่น ข้อความสนทนา หนังสือบอกเลิก หรือหลักฐานที่แสดงถึงเหตุแห่งการไม่สมรส
ระบุฐานสิทธิให้ชัดเจน ว่าจะเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 หรือมาตรา 1442 หรือมีสิทธิเรียกร้องอื่นร่วมด้วย
คำนวณอายุความจากเหตุการณ์ที่กฎหมายกำหนด อย่าอาศัยเพียงวันที่ทะเลาะกัน วันที่คืนของ หรือวันที่เริ่มเจรจา หากยังไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นวันเริ่มนับตามกฎหมายหรือไม่
ปรึกษาทนายความโดยเร็ว หากกำหนดเวลาใกล้ครบ ควรนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายตรวจสอบ ไม่ควรรอให้การเจรจายุติก่อนโดยไม่ประเมินความเสี่ยงเรื่องอายุความ
การส่งหนังสือทวงถามหรือการเจรจาเพียงอย่างเดียวไม่ควรถูกเข้าใจว่าจะทำให้อายุความหยุดนับหรือเริ่มนับใหม่ได้เสมอไป ต้องตรวจสอบผลทางกฎหมายของการดำเนินการแต่ละอย่างโดยเฉพาะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
อายุความเรียกคืนของหมั้นกี่เดือน ?
โดยหลักตามมาตรา 1447/2 มีอายุความ 6 เดือน ทั้งกรณีเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 และกรณีตามมาตรา 1442 แต่จุดเริ่มนับต่างกัน
ถ้าผ่านไป 6 เดือนแล้ว ยังเรียกคืนของหมั้นได้หรือไม่ ?
เมื่อพ้นกำหนด 6 เดือนตามมาตรา 1447/2 ฝ่ายที่ถูกเรียกคืนอาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ หากศาลเห็นว่าขาดอายุความและมีการยกขึ้นต่อสู้โดยถูกต้อง ศาลย่อมไม่บังคับสิทธิเรียกร้องนั้น อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 193/29 ศาลจะยกอายุความขึ้นเองไม่ได้ หากคู่ความไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ การจะวินิจฉัยว่าขาดอายุความหรือไม่ ต้องตรวจสอบวันที่ผิดสัญญาหมั้นหรือวันที่บอกเลิกสัญญาหมั้นตามข้อเท็จจริงของคดี ไม่ควรพิจารณาจากวันที่เลิกราหรือวันที่เริ่มเจรจาเพียงอย่างเดียว
การเรียกคืนของหมั้นกับการเรียกค่าทดแทนต้องฟ้องพร้อมกันหรือไม่ ?
เป็นสิทธิเรียกร้องที่อาจเกี่ยวข้องกัน แต่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและประเด็นพิสูจน์ต่างกัน ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงรองรับสิทธิใดบ้าง และควรดำเนินคดีอย่างไรโดยไม่ปล่อยให้สิทธิใดขาดอายุความ
ของหมั้นกับสินสอดมีอายุความเหมือนกันหรือไม่ ?
ต้องแยกประเภททรัพย์สิน ฐานสิทธิเรียกร้อง และบทกฎหมายที่ใช้บังคับก่อนเสมอ มาตรา 1447/2 กำหนดอายุความเฉพาะสิทธิเรียกคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 และมาตรา 1442 ส่วนการเรียกคืนสินสอดต้องพิจารณาฐานสิทธิและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ
สรุป
อายุความเรียกคืนของหมั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1447/2 คือ 6 เดือน แต่ต้องแยกว่าการเรียกคืนของหมั้นเกิดจากกรณีตามมาตรา 1439 หรือมาตรา 1442 เพราะกฎหมายกำหนดจุดเริ่มนับอายุความไว้ต่างกัน
ส่วนการเรียกคืนสินสอดเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ต้องพิจารณามาตรา 1437 และหลักลาภมิควรได้ตามมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 โดยอนุโลม ไม่ควรนำอายุความ 6 เดือนของการเรียกคืนของหมั้นมาใช้โดยอัตโนมัติ
ผู้ที่กำลังมีข้อพิพาทเรื่องของหมั้นควรตรวจสอบให้ชัดว่า การหมั้นสมบูรณ์หรือไม่ ใครเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น มีเหตุบอกเลิกสัญญาหมั้นตามกฎหมายหรือไม่ และมีหลักฐานอะไรสนับสนุนสิทธิเรียกร้อง อย่ารอจนใกล้ครบกำหนดอายุความจึงเริ่มดำเนินการ
ผู้เขียน: ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
สำนักงาน: สำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
เว็บไซต์: https://www.jetsaridlawyer.com
อัพเดทเมื่อวันที่ : 26 ตุลาคม 2569
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะคดี การใช้สิทธิเรียกร้องต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร และกำหนดเวลาตามกฎหมายของแต่ละกรณี