ผู้ค้ำประกันนำรถเช่าซื้อไปคืนแทนผู้เช่าซื้อ
ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อได้หรือไม่ ?
1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2568
ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน แต่ผู้ให้เช่าซื้อยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา ต่อมาผู้ค้ำประกันนำรถเช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การคืนรถเป็นการกระทำที่ผู้เช่าซื้อสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันนำรถคืนโดยปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ จึงถือว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาจึงเลิกกันโดยชอบ และผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ แต่ศาลฎีกาลดค่าขาดราคาจาก 150,000 บาท เหลือ 92,000 บาท
2. ประเด็นสำคัญของคำพิพากษา
คืนรถให้ไฟแนนซ์ มีประเด็นหลัก 2 เรื่อง
ประเด็นที่ 1 ผู้ค้ำประกันคืนรถแทนผู้เช่าซื้อได้หรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า การส่งมอบรถเช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญา ไม่ใช่กิจการเฉพาะตัว ที่ผู้เช่าซื้อต้องดำเนินการด้วยตนเอง ผู้เช่าซื้อสามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ แม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันไม่ได้เขียนว่า ผู้ค้ำประกันมีสิทธินำรถไปคืนเพื่อเลิกสัญญา แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันนำรถไปคืน โดยพลการและปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ ศาลจึงรับฟังว่า ผู้ค้ำประกันเป็น ตัวแทนของผู้เช่าซื้อ ในการคืนรถ
ประเด็นที่ 2 เมื่อคืนรถแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อเรียกค่าขาดราคาได้หรือไม่
เมื่อถือว่าการคืนรถเป็นการกระทำแทนผู้เช่าซื้อ สัญญาจึงเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ดังนั้น ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิเรียก ค่าขาดราคา ตามข้อ 14 ของสัญญาเช่าซื้อได้ อย่างไรก็ตาม จำนวน 150,000 บาทที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ศาลฎีกาเห็นว่า สูงเกินส่วน จึงลดเหลือ 92,000 บาท
3. ข้อเท็จจริงโดยย่อ
วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์
ราคาเช่าซื้อ 628,216.54 บาท ไม่รวม VAT
ตกลงผ่อน 72 งวด งวดละ 9,336 บาท
จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน
จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด (รวม 113,427.99 บาท)
ตั้งแต่งวดที่ 14 (ก.ย. 2556) เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 ผิดนัด
โจทก์ ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา
วันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนำรถไปคืนโจทก์เอง โดยเอกสารคืนรถมีลายมือชื่อจำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 1
โจทก์นำรถออกขายทอดตลาด ได้เงิน 316,000 บาท
จุดสำคัญ คือ คนที่นำรถไปคืนคือจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ
4. โจทก์ฟ้องว่าอย่างไร
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี
โดยเป็นการเรียกร้องจากความเสียหายภายหลังรถเช่าซื้อถูกนำกลับคืนและขายทอดตลาด ซึ่งในชั้นอุทธรณ์โจทก์ได้รับการกำหนดให้ได้รับ
ค่าขาดราคา 150,000 บาท
ค่าขาดประโยชน์ 28,800 บาท
พร้อมดอกเบี้ย
5. จำเลยต่อสู้อย่างไร
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จึงไม่มีแนวทางต่อสู้ในคดีที่ปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1
จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ให้การขอให้ยกฟ้อง และเป็นผู้ฎีกาคัดค้านความรับผิดในส่วนค่าขาดราคา
ประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาคือ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์จากจำเลยทั้งสองหรือไม่ และเพียงใด
ประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาวินิจฉัย คือ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ค้ำประกันและเป็นผู้ลงชื่อส่งมอบรถ แต่ไม่ได้มีชื่อจำเลยที่ 1 ในหนังสือคืนรถ ศาลจะถือว่าการคืนรถดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อได้หรือไม่
6. ศาลฎีกาตัดสินอย่างไร
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยชอบ และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา
เหตุผลสำคัญ คือ
จำเลยที่ 2 ไม่ได้พิสูจน์หรือให้การว่า นำรถไปคืนโดยพลการและปราศจากความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 1 ประกอบกับการนำทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปคืนเพื่อเลิกสัญญา ไม่ใช่กิจการเฉพาะตัว ผู้เช่าซื้อสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ ศาลจึงถือว่า จำเลยที่ 2 เป็น ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการส่งมอบรถคืน
เมื่อผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายนำรถคืนผ่านตัวแทน จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573
ผลคือ
สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน → โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดราคา
แต่ศาลฎีกาเห็นว่า 150,000 บาทสูงเกินส่วน จึงลดค่าขาดราคาเหลือ 92,000 บาท
ผลสุดท้าย
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า : ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดราคา 92,000 บาท
ส่วนคำพิพากษาในส่วนอื่นให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ภาค 2
7. หลักที่น่าสนใจจากฎีกานี้
ฎีกานี้จึงไม่ได้วางหลักเพียงว่า “ผู้ค้ำประกันมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ”
แต่หลักที่แม่นยำกว่า คือ ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแทนผู้เช่าซื้อเพียงเพราะเป็นผู้ค้ำประกัน แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อในการนำรถคืน การคืนรถนั้นย่อมมีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อได้
และจุดที่น่าสนใจมาก คือ ภาระข้อเท็จจริงเรื่องความยินยอม ศาลให้ความสำคัญกับการที่จำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธว่าเอารถไปคืนโดยพลการปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ศาลรับฟังความเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2