ผู้ค้ำประกันนำรถเช่าซื้อไปคืนแทนผู้เช่าซื้อ

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 23 Sep 2026 · 13:16 น. 7 ครั้ง คดีแพ่ง
ผู้ค้ำประกันนำรถเช่าซื้อไปคืนแทนผู้เช่าซื้อ
แชร์: คัดลอกแล้ว!

ผู้ค้ำประกันนำรถเช่าซื้อไปคืนแทนผู้เช่าซื้อ

ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อได้หรือไม่ ?

1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2568

ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน แต่ผู้ให้เช่าซื้อยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา ต่อมาผู้ค้ำประกันนำรถเช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การคืนรถเป็นการกระทำที่ผู้เช่าซื้อสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันนำรถคืนโดยปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ จึงถือว่าผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาจึงเลิกกันโดยชอบ และผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ แต่ศาลฎีกาลดค่าขาดราคาจาก 150,000 บาท เหลือ 92,000 บาท


2. ประเด็นสำคัญของคำพิพากษา

คืนรถให้ไฟแนนซ์ มีประเด็นหลัก 2 เรื่อง

ประเด็นที่ 1 ผู้ค้ำประกันคืนรถแทนผู้เช่าซื้อได้หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า การส่งมอบรถเช่าซื้อคืนเพื่อเลิกสัญญา ไม่ใช่กิจการเฉพาะตัว ที่ผู้เช่าซื้อต้องดำเนินการด้วยตนเอง ผู้เช่าซื้อสามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ แม้สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันไม่ได้เขียนว่า ผู้ค้ำประกันมีสิทธินำรถไปคืนเพื่อเลิกสัญญา แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ค้ำประกันนำรถไปคืน โดยพลการและปราศจากความยินยอมของผู้เช่าซื้อ ศาลจึงรับฟังว่า ผู้ค้ำประกันเป็น ตัวแทนของผู้เช่าซื้อ ในการคืนรถ

ประเด็นที่ 2 เมื่อคืนรถแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อเรียกค่าขาดราคาได้หรือไม่

เมื่อถือว่าการคืนรถเป็นการกระทำแทนผู้เช่าซื้อ สัญญาจึงเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ดังนั้น ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิเรียก ค่าขาดราคา ตามข้อ 14 ของสัญญาเช่าซื้อได้ อย่างไรก็ตาม จำนวน 150,000 บาทที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ศาลฎีกาเห็นว่า สูงเกินส่วน จึงลดเหลือ 92,000 บาท


3. ข้อเท็จจริงโดยย่อ

  • วันที่ 9 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์

  • ราคาเช่าซื้อ 628,216.54 บาท ไม่รวม VAT

  • ตกลงผ่อน 72 งวด งวดละ 9,336 บาท

  • จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน

  • จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 13 งวด (รวม 113,427.99 บาท)

  • ตั้งแต่งวดที่ 14 (ก.ย. 2556) เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 ผิดนัด

  • โจทก์ ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญา

  • วันที่ 9 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนำรถไปคืนโจทก์เอง โดยเอกสารคืนรถมีลายมือชื่อจำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 1

  • โจทก์นำรถออกขายทอดตลาด ได้เงิน 316,000 บาท

จุดสำคัญ คือ คนที่นำรถไปคืนคือจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ


4. โจทก์ฟ้องว่าอย่างไร

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี

โดยเป็นการเรียกร้องจากความเสียหายภายหลังรถเช่าซื้อถูกนำกลับคืนและขายทอดตลาด ซึ่งในชั้นอุทธรณ์โจทก์ได้รับการกำหนดให้ได้รับ

  • ค่าขาดราคา 150,000 บาท

  • ค่าขาดประโยชน์ 28,800 บาท

  • พร้อมดอกเบี้ย


5. จำเลยต่อสู้อย่างไร

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จึงไม่มีแนวทางต่อสู้ในคดีที่ปรากฏจากคำให้การของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ให้การขอให้ยกฟ้อง และเป็นผู้ฎีกาคัดค้านความรับผิดในส่วนค่าขาดราคา

ประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาคือ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคารถยนต์จากจำเลยทั้งสองหรือไม่ และเพียงใด

ประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาวินิจฉัย คือ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ค้ำประกันและเป็นผู้ลงชื่อส่งมอบรถ แต่ไม่ได้มีชื่อจำเลยที่ 1 ในหนังสือคืนรถ ศาลจะถือว่าการคืนรถดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อได้หรือไม่


6. ศาลฎีกาตัดสินอย่างไร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยชอบ และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา

เหตุผลสำคัญ คือ

จำเลยที่ 2 ไม่ได้พิสูจน์หรือให้การว่า นำรถไปคืนโดยพลการและปราศจากความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 1 ประกอบกับการนำทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปคืนเพื่อเลิกสัญญา ไม่ใช่กิจการเฉพาะตัว ผู้เช่าซื้อสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ ศาลจึงถือว่า จำเลยที่ 2 เป็น ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการส่งมอบรถคืน

เมื่อผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายนำรถคืนผ่านตัวแทน จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 573

ผลคือ

สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน → โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดราคา

แต่ศาลฎีกาเห็นว่า 150,000 บาทสูงเกินส่วน จึงลดค่าขาดราคาเหลือ 92,000 บาท

ผลสุดท้าย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า : ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดราคา 92,000 บาท

ส่วนคำพิพากษาในส่วนอื่นให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ภาค 2


7. หลักที่น่าสนใจจากฎีกานี้

ฎีกานี้จึงไม่ได้วางหลักเพียงว่า “ผู้ค้ำประกันมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ”

แต่หลักที่แม่นยำกว่า คือ ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแทนผู้เช่าซื้อเพียงเพราะเป็นผู้ค้ำประกัน แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ค้ำประกันเป็นตัวแทนของผู้เช่าซื้อในการนำรถคืน การคืนรถนั้นย่อมมีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อได้

และจุดที่น่าสนใจมาก คือ ภาระข้อเท็จจริงเรื่องความยินยอม ศาลให้ความสำคัญกับการที่จำเลยที่ 2 ไม่เคยให้การปฏิเสธว่าเอารถไปคืนโดยพลการปราศจากความยินยอมของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ศาลรับฟังความเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2


สำนักงานทนายความ เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น