คืนรถให้ไฟแนนซ์ ต้องเสียค่าขาดราคาหรือไม่ ?

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 23 Sep 2026 · 12:16 น. 12 ครั้ง คดีแพ่ง
คืนรถให้ไฟแนนซ์ ต้องเสียค่าขาดราคาหรือไม่ ?
แชร์: คัดลอกแล้ว!

คืนรถให้ไฟแนนซ์

ต้องเสียค่าขาดราคาหรือไม่ ?

รู้กฎหมายก่อน คืนรถให้ไฟแนนซ์

เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับไฟแนนซ์แล้ว ต่อมาประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถผ่อนค่างวดต่อไปได้ หลายคนอาจคิดว่า "ถ้าผ่อนไม่ไหว ก็คืนรถให้ไฟแนนซ์ เรื่องก็น่าจะจบ" แต่ในทางกฎหมาย การคืนรถไม่ได้หมายความว่าหนี้จะสิ้นสุดลงทั้งหมดเสมอไป และหลายคนก็ยังเข้าใจว่าคำตอบขึ้นอยู่กับ "ค้างค่างวดกี่งวด" หรือ "คืนรถทันเวลาหรือไม่" แต่เมื่อพิจารณาแนวคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากประกอบกันแล้ว จะเห็นว่าหัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนงวดที่ค้างเลย แต่อยู่ที่คำถามสองข้อ คือ "สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด" และ "ใครเป็นฝ่ายทำให้สัญญาสิ้นสุดลง" ข้อเท็จจริงที่ดูคล้ายกันมาก เช่น ค้างค่างวดเพียง 1 งวดแล้วคืนรถ สามารถให้ผลตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงได้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์เพียงเล็กน้อยที่แตกต่างกัน.

ค่าขาดราคา คืออะไร ?

เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและไฟแนนซ์ได้รถกลับคืนมา ไฟแนนซ์อาจนำรถไปขายทอดตลาดหรือประมูล หากเงินที่ได้จากการขายไม่เพียงพอกับมูลหนี้หรือความเสียหายที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดตามกฎหมายและสัญญา ก็อาจเกิด "ค่าขาดราคา" ขึ้นได้. อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่า ค่าขาดราคาคำนวณง่าย ๆ ด้วยสูตร "ยอดค่างวดที่เหลือทั้งหมดลบด้วยราคาขายรถ" เสมอไป โดยเฉพาะสัญญาที่อยู่ภายใต้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ เรื่องธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ซึ่งใช้กับสัญญาที่ทำตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2566 เป็นต้นไป โดยมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคำนวณมูลหนี้ส่วนที่ขาดและการเรียกดอกเบี้ยภายหลังบอกเลิกสัญญาโดยเฉพาะ ส่วนสัญญาที่ทำก่อนวันดังกล่าวต้องพิจารณากฎหมายและข้อสัญญาที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญา ไม่สามารถนำหลักของประกาศฉบับใหม่ไปใช้ย้อนหลังโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น หากได้รับหนังสือเรียกเก็บค่าขาดราคา อย่าเพิ่งถือว่ายอดเงินที่ไฟแนนซ์แจ้งมานั้นถูกต้องโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบที่มาของยอดและวิธีคำนวณอีกชั้นหนึ่ง

ผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยคืนรถหรือไม่ ?

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 บัญญัติว่า "ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง" หลักดังกล่าวทำให้ผู้เช่าซื้อสามารถใช้การส่งมอบรถคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อเพื่อบอกเลิกสัญญาได้เสมอ ไม่ว่าจะผิดนัดมาก่อนหรือไม่ก็ตาม

แต่ต้องแยกประเด็นสำคัญออกจากกันให้ชัด "มีสิทธิบอกเลิกสัญญา" ไม่เท่ากับ "ไม่มีความรับผิดค่าขาดราคา" การที่ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถคืนแล้วทำให้สัญญาเลิกกันตามมาตรา 573 ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญาก่อนหน้านั้นจะหายไปเสมอไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 401/2568 (กลับหลักคำพิพากษาฎีกาที่ 1078/2566) วางหลักไว้ชัดเจนว่า สิทธิในการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 573 กับความรับผิดในค่าเสียหายที่เกิดจากการผิดสัญญาก่อนหน้า เป็นคนละประเด็นกัน ผู้เช่าซื้อที่ผิดนัดแล้วยังสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 573 บอกเลิกสัญญาด้วยการคืนรถได้ แต่การใช้สิทธินี้ไม่ตัดสิทธิของผู้ให้เช่าซื้อในการเรียกค่าเสียหายตามข้อตกลงในสัญญาหรือตามมาตรา 391 วรรคสี่ เพียงแต่ค่าขาดราคาที่กำหนดไว้ในสัญญามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงได้หากสูงเกินส่วนตามมาตรา 383

จึงต้องตรวจสอบทุกครั้งว่า ขณะคืนรถผู้เช่าซื้อผิดนัดหรือไม่ และการคืนรถมีลักษณะเป็นการเลิกสัญญาโดยฝ่ายใด

คืนรถให้ไฟแนนซ์ อย่างไรถึงจะเป็นปรโยชน์ต่อผู้เช่าซื้อ

กรณีที่ 1: คืนรถขณะที่ยังไม่ผิดนัดเลย (มีแนวคำพิพากษาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เช่าซื้อมากที่สุด)

กรณีนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่ปลอดภัยที่สุดตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2561 ผู้เช่าซื้อผ่อนมาแล้วเพียง 2 งวด ยังไม่เคยผิดนัดเลย แล้วนำรถไปคืนก่อนถึงกำหนดชำระงวดที่ 3 เพียงหนึ่งวัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา 573 โดยชอบขณะยังไม่ผิดนัด จึงไม่ต้องรับผิดทั้งค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์เลยแม้แต่บาทเดียว แม้สัญญาจะมีข้อความว่าหากนำรถออกขายได้ราคาไม่พอ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดส่วนต่างก็ตาม ผู้ค้ำประกันก็หลุดพ้นความรับผิดไปด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565 ยิ่งชัดเจนกว่านั้นอีก ผู้เช่าซื้อไม่มีหนี้ค้างชำระเลยในขณะคืนรถ (ชำระค่างวดล่วงหน้าไว้แล้วด้วยซ้ำ) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อไม่ได้ผิดสัญญาและไม่มีหนี้ที่ต้องรับผิด ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้เลย และที่สำคัญมาก แม้ผู้เช่าซื้อจะลงนามในเอกสารคืนรถซึ่งมีข้อความว่าจะรับผิดชำระส่วนต่างหากขายรถแล้วได้เงินไม่พอ ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าหนังสือแสดงเจตนาคืนรถมิใช่สัญญาเช่าซื้อ เป็นเพียงหลักฐานการส่งมอบทรัพย์คืน เมื่อไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาต่อกันอยู่แต่เดิม ข้อความรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงเป็น "การรับสภาพหนี้สินที่ไม่มีอยู่จริง" ไม่มีผลผูกพันบังคับแก่กันได้

สรุป : หากรู้ตัวว่าผ่อนไม่ไหวแน่นอน การคืนรถก่อนเกิดการผิดนัด มีข้อได้เปรียบทางกฎหมายชัดเจนที่สุด ควรทำให้ชัดเจนว่าเป็นการคืนรถเพื่อบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 573 และเก็บหลักฐานการส่งมอบรถไว้ให้ครบถ้วน

กรณีที่ 2: ผิดนัดแล้ว แต่ยังไม่มีหนังสือบอกกล่าวจากไฟแนนซ์ (ผลขึ้นอยู่กับพฤติการณ์การรับรถของไฟแนนซ์)

เมื่อผิดนัดไปแล้ว แต่ไฟแนนซ์ยังไม่ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ แนวคำพิพากษาในกลุ่มนี้แยกผลได้สองทางตามพฤติการณ์การรับรถของไฟแนนซ์ ซึ่งสำคัญกว่าจำนวนงวดที่ค้างมาก

ทางที่ 1 : ไฟแนนซ์รับรถคืนโดยไม่คัดค้าน จนถือเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9861/2559 ผู้เช่าซื้อผิดนัด 2 งวด แล้วนำรถคืน ไฟแนนซ์รับไว้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการที่คู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญากัน ไฟแนนซ์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อสัญญา แม้ผู้เช่าซื้อจะทำหนังสือส่งมอบทรัพย์และรับรองว่าจะรับผิดส่วนต่างหากขายรถแล้วไม่พอ เอกสารนั้นก็ไม่เปลี่ยนผลของการเลิกสัญญา เพราะขณะนั้นยังไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาอยู่เดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3967/2564 ผู้เช่าซื้อผิดนัดแล้ว แต่ผู้ให้เช่าซื้อยังไม่มีหนังสือบอกกล่าว 30 วัน ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถคืน และผู้ให้เช่าซื้อรับไว้ ศาลฎีกาวินิจฉัยในแนวเดียวกันว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2899/2567 เป็นฎีกาสำคัญที่ให้แนวทางต่อสู้ที่ชัดเจนที่สุด ผู้เช่าซื้อผิดนัดเพียง 1 งวด (สัญญากำหนดว่าไฟแนนซ์จะบอกเลิกได้เมื่อผิดนัดถึง 3 งวด) แล้วนำรถคืน ไฟแนนซ์รับรถแล้วนำออกขายทอดตลาดทันทีโดยไม่มีหนังสือบอกเลิกอย่างเป็นทางการอีก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาเลิกกันโดยปริยายตั้งแต่วันที่ไฟแนนซ์รับรถคืน และเอกสารที่ผู้เช่าซื้อเซ็นฝ่ายเดียวยอมรับผิดค่าขาดราคา ไม่ทำให้เกิดสิทธิเรียกร้อง เพราะไฟแนนซ์ไม่ได้ลงชื่อโต้แย้งหรือสงวนสิทธิในเอกสารดังกล่าว

ทางที่ 2 : ผู้เช่าซื้อผิดนัดแล้วใช้สิทธิคืนรถเอง แต่ยังต้องรับผิดค่าขาดราคา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6779/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ให้ผลตรงข้ามกับ 9861/2559 แม้ข้อเท็จจริงจะคล้ายกันมาก ผู้เช่าซื้อผิดนัดเพียง 1 งวด แล้วคืนรถเอง (สัญญาไม่ได้ให้สิทธินี้ไว้โดยเฉพาะ) ศาลฎีกายอมรับว่าใช้สิทธิตามมาตรา 573 ได้ แต่เนื่องจากเป็นฝ่ายผิดนัดก่อนคืนรถ ผู้ให้เช่าซื้อยังมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญาได้ ศาลลดจำนวนที่ให้ (จากทุนทรัพย์ที่ขอ) ลงเหลือรวม 153,000 บาท (ค่าขาดราคา 147,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 6,000 บาท) เพราะเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567 แนวเดียวกัน ผู้เช่าซื้อผิดนัดตั้งแต่งวดแรก คืนรถเอง โดยไม่มีข้อพิพาทกับโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้ใช้สิทธิมาตรา 573 ได้ แต่ยังต้องรับผิดค่าขาดราคา อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าฐานคำนวณที่โจทก์นำค่าเช่าซื้อทั้งสัญญา (ซึ่งรวมดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาและภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ด้วย) มาหักด้วยราคาขายทอดตลาดโดยตรง ทำให้ค่าขาดราคาสูงเกินส่วน จึงลดจากที่เรียก 269,319.90 บาท ลงเหลือ 106,000 บาท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3321/2567 (กลับหลักบางส่วน) เป็นจุดเปรียบเทียบสำคัญกับ 2899/2567 ผู้เช่าซื้อชำระเพียง 2 งวด ผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 3 ไฟแนนซ์ทวงถามแล้ว ผู้เช่าซื้อส่งรถคืนพร้อมเซ็นหนังสือยินยอมรับผิดค่าขาดราคาไว้อย่างชัดเจน และไฟแนนซ์รับรถโดยผ่อนผันเงื่อนไขบางส่วน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีนี้ไม่ใช่การสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายแบบ 2899/2567 แต่เป็นการเลิกสัญญาตามข้อตกลงในสัญญาโดยชอบ ผู้ให้เช่าซื้อจึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้เต็มตามที่ตกลงกันไว้

สรุป : ปัจจัยที่แยกทางที่ 1 กับทางที่ 2 ออกจากกัน คือ พฤติการณ์การรับรถของไฟแนนซ์และลักษณะของเอกสารที่ลงนาม — หากไฟแนนซ์รับรถโดยไม่คัดค้านและไม่มีการเซ็นเอกสารยินยอมรับผิดที่ชัดเจน มีแนวโน้มเข้าทางที่ 1 (ไม่ต้องรับผิด) แต่หากมีการเซ็นเอกสารยินยอมรับผิดค่าขาดราคาไว้ชัดเจน หรือไฟแนนซ์ผ่อนผันเงื่อนไขเพื่อรับรถ มีแนวโน้มเข้าทางที่ 2 (ยังต้องรับผิด) จึงไม่ควรลงชื่อในเอกสารใดๆ ที่มีข้อความยินยอมรับผิดค่าขาดราคาโดยไม่อ่านให้ละเอียดก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2568 ยังเพิ่มมิติอีกชั้นหนึ่ง คือกรณีที่ผู้ค้ำประกันเป็นผู้นำรถไปคืนแทนผู้เช่าซื้อ (ผิดนัด 3 งวดติดกัน ยังไม่มีหนังสือบอกเลิก) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการส่งมอบรถคืนไม่ใช่กิจการเฉพาะตัวที่ผู้เช่าซื้อต้องทำเอง เมื่อไม่มีหลักฐานว่าผู้เช่าซื้อคัดค้านการกระทำของผู้ค้ำ จึงถือว่าผู้ค้ำเป็นตัวแทนโดยปริยาย สัญญาเลิกกันตามมาตรา 573 และยังต้องรับผิดค่าขาดราคา แต่ศาลลดจาก 150,000 บาท เหลือ 92,000 บาท โดยพิจารณาราคาเงินสด เงินที่ชำระแล้ว และราคาขายทอดตลาดประกอบกัน

กรณีที่ 3: ได้รับหนังสือบอกกล่าว 30 วันแล้ว (อย่าเข้าใจผิดว่ารีบคืนก่อนครบกำหนดจะหลุดพ้นค่าขาดราคา)

นี่คือจุดที่มีความเข้าใจผิดแพร่หลายมากที่สุด และเป็นจุดที่ต้องอธิบายให้ชัดเจนที่สุดในบทความนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 (ที่ประชุมใหญ่) เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สุดของกลุ่มนี้ ข้อเท็จจริงคือ ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ 14 เป็นต้นมา 3 งวดติดกัน ไฟแนนซ์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ค้างภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดแล้วไม่ชำระให้ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาทันที ต่อมาก่อนครบกำหนด 30 วัน ผู้เช่าซื้อนำรถไปคืนให้ไฟแนนซ์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่ผู้เช่าซื้อไม่รอให้ครบกำหนด 30 วัน กลับนำรถไปคืนเสียก่อน มีผลเท่ากับยอมรับว่าจะไม่ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในกำหนดแน่นอน และไม่ประสงค์จะชำระหนี้ค้างเพื่อรักษาสัญญาไว้ พฤติการณ์นี้ถือว่าผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายผิดสัญญา และสัญญาเลิกกันเพราะไฟแนนซ์บอกเลิกโดยชอบแล้ว ไม่ใช่การสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย ผู้เช่าซื้อจึงยังต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาตามสัญญา (คดีนี้ศาลลดค่าขาดราคาจาก 150,000 บาท เหลือ 72,000 บาท รวมกับค่าขาดประโยชน์ 33,000 บาท แต่เป็นเรื่องเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นว่าต้องรับผิดหรือไม่)

คำพิพากษาแนวเดียวกันนี้ปรากฏซ้ำอีกถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ฎีกาที่ 4178/2564, 3755/2565 และ 4105/2565 ทำให้แนวนี้มีความมั่นคงมากในทางปฏิบัติ

สรุปที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง : หากได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว การรีบนำรถไปคืนก่อนครบกำหนด 30 วัน ไม่ใช่วิธีที่ทำให้หลุดพ้นความรับผิดค่าขาดราคาโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่และคำพิพากษาที่ตามมาอีกหลายฉบับแสดงให้เห็นว่า การคืนรถในสถานการณ์เช่นนี้มักถูกตีความว่าเป็นการยอมรับว่าจะไม่ชำระหนี้ ทำให้ยังคงต้องรับผิดค่าขาดราคาอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นที่ต้องรู้ไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4607/2562 ให้ผลต่างออกไป เพราะข้อสัญญาในคดีนั้นกำหนดเงื่อนไขไว้เฉพาะว่า การใช้สิทธิคืนรถของผู้เช่าซื้อจะสมบูรณ์ต่อเมื่อคืนรถพร้อมชำระหนี้ค้างทั้งหมดทันทีด้วย เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าจำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ประกอบกับโจทก์รับรถคืนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ศาลฎีกาจึงถือว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย และแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เหลือรับผิดเพียง 35,000 บาท (เฉพาะค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ไม่มีค่าขาดราคา) แต่ผลเช่นนี้ขึ้นอยู่กับข้อสัญญาเฉพาะและการนำสืบของแต่ละคดีอย่างมาก ไม่ควรนำไปใช้เป็นสูตรสำเร็จว่า "คืนก่อน 30 วันแล้วไม่ต้องเสีย" เพราะขัดกับแนวคำพิพากษาที่ประชุมใหญ่ข้างต้นโดยตรง

ผู้เช่าซื้อที่อยู่ในสถานการณ์นี้จึงควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินทางเลือกที่เหมาะสมเป็นรายกรณี ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

กรณีที่ 4: ไฟแนนซ์เป็นฝ่ายเข้ายึดหรือรับรถคืนเอง (ผลต่างจากลูกหนี้คืนเองอย่างสิ้นเชิง)

จุดสำคัญที่สุดที่แยกกรณีนี้ออกจากกรณีที่ 3 คือ ใครเป็นฝ่ายริเริ่มให้มีการส่งมอบรถคืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2568 ไฟแนนซ์ส่งหนังสือให้เวลาชำระ 30 วัน แต่ก่อนครบกำหนด ไฟแนนซ์กลับไปยึดรถคืนเอง โดยลูกหนี้ยินยอม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อไฟแนนซ์เลือกให้เวลา 30 วันแล้ว ก็แสดงว่าสละสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาทันที เมื่อกลับไปยึดรถก่อนครบกำหนดและลูกหนี้ยินยอม จึงถือเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย ไฟแนนซ์จึงไม่มีสิทธิเรียกทั้งค่าขาดราคา ค่าติดตามยึดรถ และค่าขนส่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567 (ที่ประชุมใหญ่) ไฟแนนซ์ติดตามยึดรถคืนเองขณะสัญญายังไม่เลิก โดยผู้เช่าซื้อไม่คัดค้าน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายเช่นกัน ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อสัญญา แต่ศาลยังวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม (เทียบเคียงมาตรา 391) และรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพตามการใช้งาน ผู้เช่าซื้อจึงยังต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถเพื่อให้ไฟแนนซ์กลับคืนสู่ฐานะเดิมใกล้เคียงที่สุด (คดีนี้ศาลกำหนดค่าเสื่อมราคา 30,000 บาท รวมกับค่าขาดประโยชน์อีก 15,000 บาท)

ข้อควรระวังสำคัญ : แม้แนวคำพิพากษานี้เป็นประโยชน์ต่อผู้เช่าซื้อในประเด็นค่าขาดราคา แต่ไม่ควรเข้าใจว่า "ไม่มีค่าขาดราคา" เท่ากับ "ไม่มีความรับผิดทางการเงินใดๆ เลย" เพราะยังอาจมีภาระค่าเสื่อมราคารถเข้ามาแทนที่ได้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและผลของการเลิกสัญญาเป็นรายกรณี

นอกจากนี้ยังมีอีกสองแนวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786/2567 เป็นกรณีที่ไฟแนนซ์เป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน (ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถให้ผู้เช่าซื้อ) ทำให้ผู้เช่าซื้อมีสิทธิบ่ายเบี่ยงไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้โดยไม่ถือว่าผิดนัด (ตามมาตรา 369) เมื่อไฟแนนซ์ติดตามรถคืนและผู้เช่าซื้อไม่คัดค้าน สัญญาจึงเลิกโดยปริยายจากความผิดของไฟแนนซ์เอง ทำให้ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดทั้งค่าขาดราคา เบี้ยปรับ และค่าติดตามรถเลย ส่วน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567 เป็นกรณีที่รถถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญาที่ภายหลังศาลยกฟ้อง ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อตามข้อสัญญา จึงรับผิดเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นตามจริงเท่านั้น ไม่ใช่ค่าขาดราคาเต็มจำนวน

การตรวจสอบราคาตลาดของรถก่อนคืน (ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า)

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ก่อนนำรถไปคืน ควรตรวจสอบราคาตลาดของรถยนต์รุ่น ยี่ห้อ และสภาพใกล้เคียงกันไว้ล่วงหน้าเสมอ เพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น แต่การประเมินราคาตลาดมีประโยชน์เพียงเพื่อประเมินความเสี่ยงเท่านั้น ไม่สามารถนำมาคำนวณค่าขาดราคาที่แท้จริงได้โดยตรง และจำนวนค่าขาดราคาที่ไฟแนนซ์เรียกมาก็ไม่ใช่ยอดที่ศาลจำเป็นต้องกำหนดตามนั้นเสมอไป

แม้ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อยังต้องรับผิดค่าขาดราคาอยู่จริง จำนวนเงินก็ไม่ใช่ตัวเลขที่ไฟแนนซ์กำหนดเองได้ตามใจ เพราะถือเป็นเบี้ยปรับตามกฎหมาย ศาลมีอำนาจปรับลดให้เหมาะสมได้เสมอหากเห็นว่าสูงเกินส่วน ดังตัวอย่างที่เห็นซ้ำๆ ในคำพิพากษาข้างต้น เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6779/2567 (ลดเหลือ 147,000 บาทจากยอดที่สูงกว่า) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567 (ลดจาก 269,319.90 เหลือ 106,000 บาท) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2568 (ลดจาก 150,000 เหลือ 92,000 บาท) และ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3965/2564 (ลดจาก 150,000 เหลือ 72,000 บาท) จุดร่วมของทุกคดี คือ ศาลมักลดค่าขาดราคาลงเมื่อฐานคำนวณของไฟแนนซ์รวมดอกเบี้ยในอนาคตหรือภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปด้วยอย่างไม่เหมาะสม

เอกสารคืนรถ (อย่าคิดว่าไม่มีผลเสมอไป และอย่าคิดว่ามีผลผูกพันเสมอไป)

เมื่อไปคืนรถ ผู้ให้เช่าซื้ออาจให้ลงชื่อในเอกสารหลายฉบับ เช่น หนังสือส่งมอบรถคืน ใบตรวจสภาพรถ หนังสือรับสภาพหนี้ หรือ หนังสือยอมรับผิดค่าขาดราคา ควรอ่านเอกสารทุกฉบับก่อนลงชื่อเสมอ

จากคำพิพากษาที่ยกมาข้างต้น จะเห็นได้ชัดว่าผลของเอกสารขึ้นอยู่กับสถานะหนี้ในวันคืนรถและลักษณะของข้อความในเอกสารเป็นสำคัญ :

  • หากขณะคืนรถไม่มีมูลหนี้ค่าขาดราคาอยู่เดิม (เช่น กรณี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2565, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9861/2559) แม้เอกสารจะมีข้อความให้รับผิดส่วนต่าง ก็ไม่มีผลบังคับ เพราะเป็นการรับสภาพหนี้ที่ไม่มีอยู่จริง

  • หากเอกสารนั้นลงชื่อฝ่ายผู้เช่าซื้อฝ่ายเดียว โดยไฟแนนซ์ไม่ได้ลงชื่อโต้แย้งหรือสงวนสิทธิ (เช่น กรณีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2899/2567) ก็ไม่ถือเป็นข้อตกลงที่ผูกพัน

  • แต่หากมีการเซ็นเอกสารยินยอมรับผิดค่าขาดราคาไว้ชัดเจนประกอบกับไฟแนนซ์ผ่อนผันเงื่อนไขเพื่อรับรถ (เช่น กรณีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3321/2567) ศาลฎีกาก็ยังถือว่าเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันและต้องรับผิดเต็มตามนั้น

สรุป : "เอกสารรับผิดค่าขาดราคาไม่มีผลเสมอไป" หรือ "เซ็นแล้วต้องจ่ายแน่นอน" ทั้งสองอย่างผิดหลักทั้งคู่ คำแนะนำที่ปลอดภัยที่สุดคือ อ่านและทำความเข้าใจข้อความในเอกสารทุกฉบับก่อนลงชื่อ โดยเฉพาะข้อความที่ระบุการยินยอมรับผิดค่าขาดราคาไว้ชัดเจน

ตอนส่งมอบรถ ควรเก็บหลักฐานอะไรบ้าง ?

หากตัดสินใจคืนรถ ควรเตรียมหลักฐานให้ละเอียดที่สุด เพราะหลังจากรถออกจากมือผู้เช่าซื้อแล้ว จะตรวจสอบสภาพรถได้ยากขึ้นมาก

  • ถ่ายภาพและวิดีโอรถให้ครบทั้ง 4 ด้าน กันชน ฝากระโปรง ประตู กระจก ล้อและยาง ภายในรถ เลขไมล์ อุปกรณ์ประจำรถ กุญแจ และเอกสารต่างๆ ที่ส่งมอบ

  • ถ่ายภาพหรือวิดีโอให้เห็นวันเวลาที่ส่งมอบชัดเจน หากทำได้

  • ขอเอกสารหรือหลักฐานยืนยันว่าไฟแนนซ์ได้รับรถคืนแล้วในวันที่และเวลาใด และเก็บสำเนาไว้กับตัวเสมอ

หากไฟแนนซ์ไม่ยอมรับรถคืน (ไม่ควรนำรถไปจอดทิ้งไว้โดยไม่มีหลักฐาน)

การนำรถไปจอดแล้ววางกุญแจทิ้งไว้ ไม่ควรถือเป็นวิธีมาตรฐานว่าทำให้การส่งมอบรถตามมาตรา 573 สำเร็จสมบูรณ์แล้ว เพราะตัวบทมาตรา 573 ใช้คำว่า "ส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของ" ซึ่งหมายถึงการส่งมอบที่เจ้าของรับทราบและรับไว้จริง

หากไฟแนนซ์ปฏิเสธไม่ยอมรับรถ ควรทำหลักฐานเก็บไว้ให้ครบว่า ติดต่อไฟแนนซ์เมื่อใด ไฟแนนซ์ปฏิเสธการรับรถอย่างไร นัดหมายสถานที่ส่งมอบที่ใด มีการนำรถไปพยายามส่งมอบจริงหรือไม่ พร้อมทำหนังสือแจ้งความประสงค์บอกเลิกสัญญาและติดต่อขอวิธีส่งมอบรถอย่างเป็นทางการ กรณีเช่นนี้ควรขอคำแนะนำทางกฎหมายกับสำนักงานทนายความเป็นรายกรณี แทนการนำรถไปจอดทิ้งไว้โดยลำพัง

สำหรับสัญญาที่ทำตั้งแต่ 10 มกราคม 2566 (สิทธิเรื่องการขายทอดตลาดตามประกาศฉบับใหม่)

หากเป็นสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่อยู่ในขอบเขตประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2565 (ใช้บังคับตั้งแต่ 10 มกราคม 2566 สำหรับการเช่าซื้อโดยบุคคลธรรมดาเพื่อใช้ส่วนตัว) ก่อนนำรถออกประมูลหรือขายทอดตลาด ผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี) ทราบเพื่อใช้สิทธิปิดบัญชีไม่น้อยกว่า 30 วัน และเมื่อแจ้งราคาที่จะนำรถออกประมูลหรือขายทอดตลาดแล้ว โดยหลักต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน หากขายได้ราคาสูงกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาด ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับเงินส่วนเกินคืน และผู้ให้เช่าซื้อไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยเช่าซื้อของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดหลังการบอกเลิกสัญญาได้

สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ควรจำ

"คืนรถได้" กับ "คืนรถแล้วไม่ต้องเสียค่าขาดราคา" เป็นคนละเรื่องกัน

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "ค้างกี่งวดจึงคืนรถได้" หรือ "คืนรถทันเวลาหรือไม่" แต่อยู่ที่คำถามสองข้อเสมอ:

  1. สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด — เป็นการที่ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิตามมาตรา 573 หลังผิดนัด (ยังอาจต้องรับผิดค่าขาดราคา) หรือเป็นการสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายของทั้งสองฝ่าย (มักไม่ต้องรับผิดค่าขาดราคาตามข้อสัญญา แต่ยังอาจมีค่าเสื่อมราคาแทนได้) หรือเป็นเพราะไฟแนนซ์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อน (ไม่ต้องรับผิดเลย)

  2. ใครเป็นฝ่ายทำให้สัญญาสิ้นสุดลง — ผู้เช่าซื้อเป็นฝ่ายคืนรถเองในสถานการณ์ที่ยังผิดนัดอยู่ มักเสียเปรียบมากกว่ากรณีที่ไฟแนนซ์เป็นฝ่ายเข้ายึดหรือรับรถคืนเองโดยไม่คัดค้าน

หากรู้ตัวว่าผ่อนรถต่อไม่ไหว ควรดำเนินการตามลำดับ :

(1) ตรวจสอบสถานะปัจจุบันว่าผิดนัดหรือยัง

(2) ติดต่อไฟแนนซ์ก่อนตัดสินใจ สอบถามทางเลือกทั้งปรับโครงสร้างหนี้ ปิดบัญชี หรือคืนรถโดยสมัครใจ

(3) หากยังไม่ผิดนัด ควรพิจารณาคืนรถก่อนเกิดการผิดนัดหากเป็นไปได้ เพราะมีข้อได้เปรียบทางกฎหมายชัดเจนที่สุด

(4) หากผิดนัดไปแล้ว อย่าคาดหวังว่าการรีบคืนรถ (ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังได้รับหนังสือบอกกล่าว) จะทำให้หลุดพ้นค่าขาดราคาโดยอัตโนมัติ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสถานการณ์เฉพาะราย

(5) ตรวจสภาพรถและเก็บหลักฐานการส่งมอบให้ครบถ้วนทุกครั้ง

(6) อ่านเอกสารทุกฉบับก่อนลงชื่อ อย่าลงชื่อในเอกสารรับสภาพหนี้หรือยอมรับผิดค่าขาดราคาโดยไม่เข้าใจข้อความ

หมายเหตุ : บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายทั่วไปและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น ผลลัพธ์ในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับวันที่ทำสัญญา ข้อสัญญาเฉพาะฉบับ จำนวนค่างวดที่ชำระ พฤติการณ์การผิดนัด การบอกเลิกสัญญา การรับรถคืน และเอกสารที่ลงนามในวันส่งมอบรถ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคดี หากท่านกำลังเผชิญสถานการณ์นี้ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีของท่านก่อนตัดสินใจ

สัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่ พ.ศ. 2569 กำลังจะมีผลบังคับใช้

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2569 ซึ่งยกเลิกประกาศฉบับ พ.ศ. 2565 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ที่ใช้บังคับอยู่เดิม โดยประกาศฉบับใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศ หรือประมาณวันที่ 12 มกราคม 2570

สิ่งที่ผู้เช่าซื้อควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้:

  • สัญญาเช่าซื้อที่ทำไว้ก่อนวันที่ประกาศฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ (ตามประกาศฉบับ 2565 หรือฉบับที่ 2/2566) ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปตามเดิม ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงย้อนหลังไปเป็นกฎเกณฑ์ใหม่โดยอัตโนมัติ

  • สัญญาที่จะทำขึ้นตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับ 2569 มีผลบังคับใช้เป็นต้นไป จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของประกาศฉบับใหม่นี้

  • ประกาศฉบับใหม่เพิ่มบทบัญญัติสำคัญที่ไม่เคยมีมาก่อน คือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ซึ่งสะท้อนถึงการเช่าซื้อรถผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เริ่มแพร่หลายมากขึ้น

  • ยังคงหลักการเดิมเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น ห้ามข้อสัญญาที่ยกเว้นความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจ ห้ามผลักภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดก่อนทำสัญญาให้ผู้เช่าซื้อ และห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่ประกาศกำหนด

ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ควรตรวจสอบว่าสัญญาที่จะลงนามอยู่ภายใต้ประกาศฉบับใด เนื่องจากรายละเอียดเชิงเนื้อหาของแบบสัญญามาตรฐานท้ายประกาศฉบับใหม่ (ซึ่งกำหนดเพดานดอกเบี้ย เงื่อนไขการผิดนัด และหลักเกณฑ์การขายทอดตลาด) อาจมีการปรับปรุงรายละเอียดจากฉบับเดิม ผู้เช่าซื้อและผู้ประกอบธุรกิจควรตรวจสอบแบบสัญญาท้ายประกาศฉบับเต็มก่อนทำสัญญาหรือให้คำปรึกษาลูกความในช่วงรอยต่อนี้

คลิกเพื่ออ่าน ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2569

บทความนี้เขียนก่อนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2569 ประกาศใช้บังคับ

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น