จัดการมรดกชาวต่างชาติ
ปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายสำคัญของชาวต่างชาติจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเข้ามาเพื่อ ประกอบธุรกิจ ลงทุน ทำงาน แต่งงาน จดทะเบียนสมรส หรือ ใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ (Retirement) ส่งผลให้มีชาวต่างชาติจำนวนมากถือครองทรัพย์สินในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นห้องชุดในอาคารชุด เงินฝากในธนาคาร หุ้นในบริษัท รถยนต์ เรือยอชต์ สิทธิเรียกร้องตามสัญญา ตลอดจนทรัพย์สินดิจิทัล เป็นต้น
เมื่อชาวต่างชาติเสียชีวิตและมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ทรัพย์สินเหล่านั้นจะไม่สามารถโอนให้แก่ทายาทได้โดยอัตโนมัติ ในทางปฏิบัติ หน่วยงานต่าง ๆ เช่น ธนาคาร, สำนักงานที่ดิน, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, บริษัทหลักทรัพย์, นายทะเบียนหุ้น มักจะกำหนดให้ผู้มาติดต่อดำเนินการต้องเป็น "ผู้จัดการมรดก" ที่ศาลไทยมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และ มีหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแล้วเท่านั้น
ดังนั้น ขั้นตอนสำคัญที่สุดของคดีมรดก คือ การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกชาวต่างชาติ
ผู้จัดการมรดก คือ บุคคลที่มีอำนาจจัดการกองมรดกตามกฎหมาย ซึ่งอาจได้รับการแต่งตั้งโดยพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาลก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หากต้องดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินในประเทศไทย เช่น ถอนเงินจากธนาคาร โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด หุ้น หรือทรัพย์สินอื่น หน่วยงานส่วนใหญ่จะกำหนดให้มีคำสั่งศาลไทยแต่งตั้งผู้จัดการมรดกและมีหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดก่อนจึงจะดำเนินการได้
หน้าที่ของผู้จัดารมรดก คือ
- รวบรวมทรัพย์สินของผู้ตาย
- ชำระหนี้ของกองมรดก
- ติดต่อหน่วยงานราชการ
- ติดต่อธนาคาร
- โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน
- ขายทรัพย์สินของกองมรดก (กรณีจำเป็น)
- แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีสิทธิ
ผู้จัดการมรดกจึงเปรียบเสมือน "ตัวแทนของกองมรดก" ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดก
ใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลไทย ?
บุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้อง ไม่ได้มีเฉพาะทายาทเท่านั้น แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้หลายกลุ่มบุคคลยื่นคำร้องได้ หากเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก โดยทั่วไปแบ่งได้ 4 กลุ่ม
1. ผู้จัดการมรดกที่ระบุไว้ในพินัยกรรม (Executor) หากผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ และกำหนดชื่อบุคคลหนึ่งให้เป็นผู้จัดการมรดก เช่น คู่สมรส , บุตร , ญาติ , เพื่อน , นักบัญชี , ทนายความ บุคคลดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลก่อนบุคคลอื่น เพราะเป็นไปตามเจตนาของผู้ตาย
2. ทายาทโดยธรรม (หากไม่มีพินัยกรรม หรือ พินัยกรรมไม่ได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดก) ทายาทโดยธรรมมีสิทธิยื่นคำร้องได้ เช่น คู่สมรส , บุตร , บิดา , มารดา , พี่น้อง , ปู่ ย่า ตา ยาย , ลุง ป้า น้า อา ทั้งนี้ ต้องเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย
3. ผู้รับพินัยกรรม (Legatee) แม้ผู้รับพินัยกรรมจะไม่ใช่ญาติ แต่หากผู้ตายยกทรัพย์สินให้โดยพินัยกรรม บุคคลดังกล่าวก็ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก จึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลได้เช่นกัน หากไม่มีผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม หรือ มีเหตุอันสมควร
พินัยกรรมของชาวต่างชาติใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่ ?
คำตอบ คือ ใช้ได้ แต่ต้องเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี
กรณีที่ 1 ทำพินัยกรรมในประเทศไทย หากชาวต่างชาติทำพินัยกรรมในประเทศไทย จะต้องเป็นไปตามแบบของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น
- พินัยกรรมแบบธรรมดา
- พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ
- พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
- พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
- พินัยกรรมแบบวาจา (เฉพาะกรณีพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด)
เมื่อทำถูกต้องตามแบบ พินัยกรรมดังกล่าวสามารถใช้เป็นหลักฐานต่อศาลไทยได้
กรณีที่ 2 ทำพินัยกรรมในต่างประเทศ ชาวต่างชาติจำนวนมากจัดทำพินัยกรรมที่ประเทศของตน โดยกำหนดให้ครอบคลุมทรัพย์สินทั่วโลก โดยหลักแล้ว พินัยกรรมที่ทำในต่างประเทศอาจมีผลใช้บังคับในประเทศไทยได้ หากเป็นพินัยกรรมที่มีผลสมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ผู้ยื่นคำร้อง ทายาทจำเป็นต้องแปลเอกสาร รับรองผ่านสถานทูตหรือกงสุล และยื่นคำร้องต่อศาลไทยเพื่อขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกก่อนจึงจะดำเนินการโอนทรัพย์สินได้
4. เจ้าหนี้ของกองมรดก หรือ ผู้มีส่วนได้เสีย ในบางกรณี เจ้าหนี้ของผู้ตายซึ่งมีสิทธิเรียกร้องจากกองมรดก อาจเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อให้สามารถดำเนินการชำระหนี้จากกองมรดกได้ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและความจำเป็นของแต่ละคดี
ผู้ร้องอาจเป็น คนไทย ชาวต่างชาติ นิติบุคคล หากมีคุณสมบัติตามกฎหมายและมีส่วนได้เสียในกองมรดก
ผู้ร้องอยู่ต่างประเทศ ทำอย่างไร ?
กรณีทายาทอยู่ต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาประเทศไทยเพื่อดำเนินการทุกขั้นตอน สามารถทำหนังสือมอบอำนาจ , แต่งตั้งทนายความไทย , ลงลายมือชื่อที่สถานทูตไทย หรือดำเนินการตามขั้นตอนรับรองเอกสารของประเทศนั้น เพื่อให้ทนายความยื่นคำร้องแทนได้ ในหลายกรณี ผู้ร้องอาจเดินทางมาเพียงวันนัดไต่สวน หรือ หากศาลอนุญาต อาจใช้การไต่สวนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบศาลที่ใช้บังคับ
หนังสือมอบอำนาจ ดังกล่าวต้องผ่านการรับรองจาก
- Notary Public
- หน่วยงานรับรองของประเทศต้นทาง (หรือ Apostille หากประเทศนั้นเป็นภาคี)
- สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทย (ในกรณีที่จำเป็น)
ทั้งนี้ วิธีการรับรองขึ้นอยู่กับประเทศที่ออกเอกสารและหลักเกณฑ์ของประเทศไทยในขณะนั้น
ผู้จัดการมรดกหลายคนได้หรือไม่ ?
ได้ครับ ศาลสามารถแต่งตั้งผู้จัดการมรดก 2 คน , 3 คน หรือมากกว่านั้น โดยศาลอาจกำหนดว่าลงลายมือชื่อร่วมกัน หรือแต่ละคนมีอำนาจแยกกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
ศาลพิจารณาอะไรในการแต่งตั้ง ?
แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิยื่นคำร้อง แต่ศาลไม่ได้แต่งตั้งโดยอัตโนมัติ แต่ศาลจะพิจารณา เช่น
- เป็นผู้มีส่วนได้เสียจริงหรือไม่
- มีความสามารถในการจัดการกองมรดกหรือไม่
- มีผลประโยชน์ขัดกันหรือไม่
- มีข้อพิพาทกับทายาทคนอื่นหรือไม่
- การแต่งตั้งจะเป็นประโยชน์ต่อกองมรดกหรือไม่
จัดการมรดกชาวต่างชาติ โดยยื่นคำร้องต่อศาลไทย
โดยทั่วไป ผู้ร้องต้องจัดเตรียมเอกสารและยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ โดยทั่วไปให้ยื่นต่อศาลที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาในประเทศไทย เช่น ศาลจังหวัด , ศาลแพ่ง โดยพิจารณาจากภูมิลำเนาของผู้ตาย หรือ สถานที่ตั้งของทรัพย์มรดกในประเทศไทย ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและแนวปฏิบัติของศาล มีค่าขึ้นศาล 200 บาทเช่นเดียวกันคนไทย
เอกสารเบื้องต้นที่ใช้ยื่นคำร้อง โดยทั่วไป ได้แก่
- ใบมรณบัตร (ผู้ตาย)
- หนังสือเดินทาง (ผู้ตาย)
- พินัยกรรม (ถ้ามี) หากพินัยกรรมเป็นภาษาต่างประเทศ ต้องจัดทำคำแปลภาษาไทยและดำเนินการรับรองเอกสารตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
- ทะเบียนบ้านเล่มเหลือง(ผู้ตาย) บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
- ทะเบียนสมรส หรือ ทะเบียนหย่า ของผู้ตาย
- บัตรประชาชน และทะเบียนบ้านของผู้ร้อง (ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม)
- ใบทะเบียนสมรส (ผู้ร้องเป็นคู่สมรส)
- หนังสือเดินทาง ของทายาท รับรองสำเนาถูกต้อง
- เอกสารแสดงความสัมพันธ์กับผู้ตาย (เอกสารทะเบียนครอบครัว)
- หนังสือรับรองการเกิดของบุตร
- หลักฐานทรัพย์สินในประเทศไทย เช่น หนังสือกรรมสิทธิห้องชุด บัญชีเงินฝากธนาคาร ใบรับรองกองทุน หุ้น รถยนต์ เป็นต้น
- หนังสือยินยอมจากทายาท
- บัญชีเครือญาติ
- หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี) กรณีผู้ร้องไม่ได้เดินทางมาศาลด้วยตนเอง
- เอกสารรับรองจากต่างประเทศที่ผ่านการรับรองตามกฎหมาย
- คำแปลภาษาไทยที่ได้รับการรับรอง
❕เอกสารภาษาต่างประเทศ ต้องแปลภาษาไทย
❕หากทายาทอยู่ในต่างประเทศ ให้ลงนามและรับรองความถูกต้องของเอกสาร ผ่าน Notary Public หรือเจ้าหน้าที่กงสุล
ระยะเวลาศาลพิจารณา ?
โดยทั่วไป หลังยื่นคำร้อง ศาลจะกำหนดวันนัดไต่สวน ภายในประมาณ 2–3 เดือน ขึ้นอยู่กับศาลแต่ละแห่ง ความครบถ้วนของเอกสาร การประกาศแจ้งผู้มีส่วนได้เสีย การมีหรือไม่มีผู้คัดค้าน หากไม่มีข้อโต้แย้ง คดีมักดำเนินไปได้รวดเร็วกว่ากรณีมีการคัดค้าน
ปัญหาที่พบบ่อย
จากประสบการณ์ในการดำเนินคดีมรดกชาวต่างชาติ ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่
- ไม่มีต้นฉบับพินัยกรรม
- ใบมรณบัตรยังไม่ได้รับรอง
- เอกสารแปลผิด
- ชื่อบุคคลสะกดไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง
- ทายาทบางคนติดต่อไม่ได้
- ไม่ทราบว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอะไรบ้าง
- ธนาคารไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลก่อนมีคำสั่งศาล
- พินัยกรรมทำหลายประเทศและมีข้อความขัดแย้งกัน
การวางแผนล่วงหน้าและการจัดเตรียมเอกสารอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความล่าช้าและลดโอกาสเกิดข้อพิพาทได้อย่างมาก
ระยะเวลาดำเนินคดี
กรณีไม่มีผู้คัดค้าน ขั้นตอนระยะเวลาโดยประมาณ
รวบรวมเอกสาร 2–8 สัปดาห์
แปลและรับรองเอกสาร 2–6 สัปดาห์
ยื่นคำร้อง 1 วัน
รอวันนัดศาล 1–3 เดือน
ไต่สวน 1 วัน
รอคดีถึงที่สุด ประมาณ 1 เดือน
โอนทรัพย์สิน 1–4 สัปดาห์
รวมทั้งกระบวนการประมาณ 4–6 เดือน หากเอกสารครบถ้วนและไม่มีผู้คัดค้าน
ค่าใช้จ่ายมีอะไรบ้าง ?
- ค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท
- ค่าทนายความ (แล้วแต่ตกลง)
- ค่าแปลเอกสาร
- ค่ารับรองเอกสาร
- ค่า Notary Public
- ค่า Apostille หรือการรับรองตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
- ค่าเดินทาง
- ค่าประกาศ
- ค่าออกหนังสือรับรองต่าง ๆ
แต่ละคดีมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตาม
- จำนวนเอกสาร
- ประเทศต้นทาง
- จำนวนทรัพย์สิน
- ความซับซ้อนของคดี
ตัวอย่างคำสั่ง ตั้งผู้จัดการมรดกชาวต่างชาติ


ปรึกษาคดี จัดการมรดกชาวต่างชาติ กับ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์
รับว่าความทั่วราชอาณาจักร ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแพ่ง อาญา ครอบครัว มรดก ที่ดิน แรงงาน และคดีอื่น ๆ โดยทนายความผู้มีประสบการณ์