ถูกหลอกโอนเงิน ใครต้องรับผิด ?
ปัจจุบันการหลอกให้โอนเงินเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ การหลอกให้ลงทุน การหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานของรัฐ ไปจนถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปยังบัญชีที่คนร้ายกำหนด เมื่อเงินถูกโอนไปแล้ว ผู้เสียหายมักมีคำถามว่า “เงินถูกโอนไปบัญชีของใคร คนนั้นต้องคืนเงินหรือไม่ ? ” “ถ้าบัญชีเป็นบัญชีม้า เจ้าของบัญชีต้องรับผิดทั้งหมดหรือไม่ ?” “คนที่รับจ้างเปิดบัญชีจะต้องรับผิดหรือไม่ ?” และที่สำคัญที่สุดคือ “ผู้เสียหายจะเรียกเงินคืนจากใครได้บ้าง ?”
คำตอบ คือ ไม่ได้พิจารณาจากชื่อเจ้าของบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ว่า บุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงอย่างไร รู้เห็นหรือไม่ มีส่วนช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดหรือไม่ และได้รับเงินหรือประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวเพียงใด แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีตัวอย่างที่น่าสนใจหลายคดี ซึ่งช่วยให้เห็นหลักการเหล่านี้ได้ชัดเจน
ถูกหลอกโอนเงิน ถือเป็นความผิดอะไร ?
การหลอกให้ผู้อื่นโอนเงิน หากมีการหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง จนผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบทรัพย์สินให้ อาจเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หากเป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วย ก็อาจมีความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343 ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดเป็นกรณีไป
ตัวอย่างเช่น
อ้างเป็นตำรวจแล้วหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี
อ้างเป็นธนาคารแล้วหลอกให้โอนเงิน
หลอกว่ามีพัสดุจากต่างประเทศและต้องจ่ายค่าธรรมเนียม
หลอกลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนสูง
หลอกขายสินค้าออนไลน์แล้วไม่ส่งสินค้า
หลอกให้โอนเงินเพื่อแลกกับการได้รับรางวัล
หลอกให้โอนเงินโดยอ้างว่าจะช่วยจัดหางานหรือช่วยดำเนินการบางอย่าง
สิ่งสำคัญคือ แม้ผู้เสียหายจะเป็นคนกดปุ่มโอนเงินด้วยตนเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หลอกลวงจะไม่มีความผิด
หากการโอนเงินเกิดขึ้นเพราะผู้เสียหายถูกหลอกจนหลงเชื่อ การโอนดังกล่าวอาจเป็นผลโดยตรงจากการหลอกลวง
คนที่หลอกให้โอนเงิน ต้องรับผิดหรือไม่ ?
โดยหลัก หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้หลอกลวง หรือร่วมกับผู้อื่นหลอกลวงจนผู้เสียหายโอนเงิน บุคคลนั้นย่อมอาจต้องรับผิดทางอาญาตามบทบัญญัติเรื่องฉ้อโกงหรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และอาจต้องคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายตามหลักเกณฑ์ของคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568 : ผู้เสียหายโอนเงินเพราะเชื่อคำหลอกลวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับการหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน คดีนี้จำเลยชักชวนผู้เสียหายลงทุน โดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ และปกปิดความจริงเกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุน ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้จำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้เสียหายโอนเงินให้จำเลยเป็นผลจากกลอุบายการหลอกลวง และผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจฟ้องคดีได้
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยเรื่องจำนวนกรรมด้วยว่า ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนสำเร็จเมื่อผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและโอนเงินให้จำเลย และในคดีนี้ การหลอกผู้เสียหายแต่ละคนในแต่ละครั้งมีลักษณะที่เป็นความผิดหลายกรรมตามข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง
หลักสำคัญจากฎีกานี้ : การที่ผู้เสียหายเป็นผู้โอนเงินด้วยตนเอง ไม่ได้ทำให้การหลอกลวงหมดความเป็นความผิด
ประเด็นสำคัญคือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเงินถูกโอนไปเพราะผู้เสียหาย หลงเชื่อจากการหลอกลวง ของผู้กระทำความผิด
ถ้าเงินถูกโอนเข้าบัญชีคนอื่น เจ้าของบัญชีต้องรับผิดหรือไม่ ?
นี่เป็นประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งของคดีหลอกโอนเงิน คือ การที่ผู้เสียหายพบว่าเงินถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารของบุคคลหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นต้องร่วมรับผิดกับมิจฉาชีพทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าเจ้าของบัญชี
รู้เห็นการหลอกลวงหรือไม่
ร่วมวางแผนหรือไม่
เปิดบัญชีเพื่อให้คนร้ายนำไปใช้หรือไม่
รับจ้างเปิดบัญชีหรือไม่
มอบสมุดบัญชี บัตร หรือข้อมูลการทำธุรกรรมให้ผู้อื่นหรือไม่
ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำหรือไม่
ช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดหรือไม่
มีพฤติการณ์อื่นที่แสดงถึงเจตนาหรือการมีส่วนร่วมเพียงใด
ดังนั้นจึงต้องแยกให้ออกระหว่าง “เป็นเจ้าของบัญชี” กับ “มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470-2471/2565 : เงินเข้าหลายบัญชี แต่แต่ละคนไม่ต้องรับผิดทั้งหมด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470-2471/2565 เป็นฎีกาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอธิบายประเด็นนี้
คดีนี้ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยหลายคน ได้แก่
บัญชีจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง รวม 937,500 บาท
บัญชีจำเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง รวม 612,500 บาท
บัญชีจำเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง รวม 1,370,000 บาท
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน จึงเป็นกรณี ต่างคนต่างทำ
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยแต่ละคนไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินทั้งหมดแก่ผู้เสียหาย แต่ต้องรับผิดคืนหรือใช้เงิน เฉพาะส่วนที่ตนกระทำ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 รับผิด 937,500 บาท จำเลยที่ 2 รับผิด 612,500 บาท และจำเลยที่ 4 รับผิด 1,370,000 บาท ตามส่วนที่เงินถูกโอนไปยังบัญชีของแต่ละคน
หลักที่ประชาชนควรรู้
ฎีกานี้แสดงให้เห็นว่า
การมีบัญชีเป็นชื่อของตนและมีเงินของผู้เสียหายโอนเข้าบัญชี ไม่ได้ทำให้ต้องร่วมรับผิดในเงินทั้งหมดของผู้เสียหายโดยอัตโนมัติ
หากไม่มีข้อเท็จจริงว่าบุคคลเหล่านั้นร่วมรู้เห็นหรือร่วมกันกระทำ ก็ต้องพิจารณาความรับผิดของแต่ละคนตามการกระทำของตน
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมในคดีหลอกโอนเงิน การตรวจสอบ เส้นทางการเงิน จึงมีความสำคัญอย่างมากครับ
บัญชีม้าต้องรับผิดหรือไม่ ?
คำว่า “บัญชีม้า” เป็นคำที่ใช้เรียกบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้รับ โอน หรือเคลื่อนย้ายเงินเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น โดยเฉพาะในคดีหลอกลวงออนไลน์ แต่ในทางกฎหมายต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่า เจ้าของบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร
กรณีที่ 1 เปิดบัญชีโดยไม่รู้และไม่ได้มีส่วนร่วม : ต้องพิจารณาพยานหลักฐานว่าบุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจริงหรือไม่
กรณีที่ 2 รับจ้างเปิดบัญชีและมอบบัญชีให้คนอื่น : กรณีนี้มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง เพราะพฤติการณ์อาจแสดงถึงการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด
กรณีที่ 3 รู้ว่าบัญชีจะถูกนำไปใช้รับเงินจากการหลอกลวง : กรณีนี้ยิ่งมีน้ำหนักในการพิจารณาความรับผิดทางอาญาตามบทบาทและข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567 : รับจ้างเปิดบัญชี อาจเป็นผู้สนับสนุนการฉ้อโกง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญของกรณีเจ้าของบัญชีที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด : คดีนี้จำเลยรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นนำไปใช้ ศาลฎีกาเห็นว่า การรับจ้างเปิดบัญชีและมอบสมุดบัญชีให้บุคคลอื่นเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย และจากพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าบัญชีอาจถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดหรือแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้าย และจำเลยมีความผิดฐาน เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น
ข้อควรระวัง
จึงไม่ควรเข้าใจว่า
“ฉันไม่ได้เป็นคนหลอก แค่ให้บัญชีเขาใช้”
แล้วจะไม่มีความผิดเสมอไป
หากพฤติการณ์แสดงว่ารู้หรือเล็งเห็นถึงการนำบัญชีไปใช้ในทางผิด และการกระทำนั้นเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้าย ก็อาจมีความรับผิดทางอาญาได้
แล้วถ้ามีชื่อเป็นเจ้าของบัญชี แต่ไม่ได้ร่วมหลอกลวงล่ะ ?
ประเด็นนี้ต้องแยกจากกรณีรับจ้างเปิดบัญชีอย่างชัดเจน :
การพิสูจน์ความรับผิดทางอาญาต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงบุคคลนั้นกับการกระทำความผิด ไม่ใช่ดูเพียงชื่อบัญชีธนาคาร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567 : การมีชื่อเกี่ยวข้องกับบัญชี ต้องดูพฤติการณ์และการมีส่วนร่วม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567 เกี่ยวข้องกับแก๊งโรแมนซ์สแกม ซึ่งหลอกผู้เสียหายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และให้โอนเงินเข้าหลายบัญชี รวมถึงบัญชีที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ
ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานว่า แม้บัญชีของจำเลยถูกนำไปเกี่ยวข้องกับการรับเงินจากผู้ถูกหลอกลวง แต่พยานหลักฐานในประเด็นหนึ่งยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยเป็นสมาชิกหรือเครือข่ายดำเนินงาน สมคบ หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมของแก๊งโรแมนซ์สแกมตามข้อกล่าวหาในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์อื่นประกอบด้วย เช่น การมีบัญชีหลายบัญชีถูกนำไปใช้รับเงินจากการหลอกลวงหลายครั้ง และพฤติการณ์เกี่ยวกับการมอบบัญชีและบัตรเดบิตให้ผู้อื่น
ดังนั้น ฎีกานี้จึงสอนให้เห็นว่า
การพิจารณาความรับผิดของเจ้าของบัญชีต้องดูพฤติการณ์และพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีหรือไม่
และในทางกลับกัน หากมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น เปิดบัญชีให้ผู้อื่น ใช้บัญชีหลายบัญชี รับเงินจากผู้เสียหายหลายราย หรือยินยอมให้บุคคลอื่นควบคุมบัญชี ก็อาจเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความรับผิดได้
ผู้เสียหายเรียกเงินคืนจากใครได้บ้าง ?
โดยทั่วไปต้องพิจารณาบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับ
1. ผู้หลอกลวงโดยตรง : หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้หลอกลวง ผู้กระทำอาจต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งตามสิทธิของผู้เสียหาย
2. ผู้ร่วมกระทำความผิด : หากมีบุคคลหลายคนร่วมกันวางแผน แบ่งหน้าที่ หรือร่วมกันดำเนินการหลอกลวง บุคคลเหล่านั้นอาจมีความรับผิดตามบทบาทของตน
3. เจ้าของบัญชีที่รู้เห็นหรือช่วยเหลือ : หากมีพยานหลักฐานว่าเจ้าของบัญชีรู้เห็นและช่วยเหลือ เช่น รับจ้างเปิดบัญชี มอบบัญชีให้คนร้ายใช้ หรือดำเนินการอื่นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การกระทำความผิด ก็อาจต้องรับผิดตามข้อเท็จจริงและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฎีกาที่ 4920/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญในประเด็นนี้
4. ผู้รับเงินจากบัญชีต่อไป : หากเงินถูกโอนจากบัญชีหนึ่งไปอีกบัญชีหนึ่ง ต้องตรวจสอบเส้นทางเงินต่อไปว่าใครเป็นผู้รับ ใครเป็นผู้ถอน และบุคคลดังกล่าวมีความรู้หรือส่วนร่วมกับการกระทำความผิดหรือไม่ จึงไม่ควรหยุดการตรวจสอบเพียงบัญชีแรกที่รับเงิน
ผู้เสียหายควรตรวจสอบ “เส้นทางเงิน” อย่างไร ?
ในคดีถูกหลอกโอนเงิน หลักฐานสำคัญไม่ได้มีเพียงสลิปโอนเงิน แต่ควรพยายามติดตามว่า ผู้เสียหาย → บัญชีที่ 1 → บัญชีที่ 2 → บัญชีที่ 3 → ผู้ถอนหรือผู้รับประโยชน์ เส้นทางดังกล่าวอาจช่วยให้เจ้าหน้าที่และศาลเห็นว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องกับเงิน และเกี่ยวข้องในลักษณะใด โดยเฉพาะเมื่อมีหลายบัญชี การแยกเงินแต่ละก้อนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะฎีกาที่ 2470-2471/2565 แสดงให้เห็นว่า หากไม่ปรากฏว่าผู้ถือบัญชีแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือร่วมกันกระทำ ความรับผิดอาจต้องแยกตามส่วนที่แต่ละคนเกี่ยวข้อง
ถูกหลอกโอนเงิน ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้าง ?
ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานให้มากที่สุด และไม่ควรลบข้อความหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนสำรองไว้
1. หลักฐานการโอนเงิน
สลิปโอนเงิน
Statement
วันและเวลาที่โอน
จำนวนเงิน
เลขบัญชีปลายทาง
ชื่อบัญชีปลายทาง
หมายเลขพร้อมเพย์ หากมี
2. หลักฐานการหลอกลวง
LINE
Messenger
Facebook
TikTok
SMS
อีเมล
เว็บไซต์
URL ที่คนร้ายส่งมา
ภาพหน้าจอ
บันทึกเสียงหรือหลักฐานการโทร หากมี
3. ข้อมูลของคนร้าย
ชื่อที่ใช้
เบอร์โทรศัพท์
ชื่อบัญชีธนาคาร
เลขบัญชี
หมายเลขโทรศัพท์
ชื่อผู้ใช้ใน Social Media
รูปโปรไฟล์
เว็บไซต์หรือเพจที่ใช้หลอกลวง
4. หลักฐานการติดต่อธนาคาร
ควรเก็บหลักฐานว่าผู้เสียหายแจ้งธนาคารเมื่อใด และธนาคารดำเนินการอย่างไร
5. หลักฐานอื่น
หากมีการนัดพบ ส่งเอกสาร ส่งสินค้า หรือมีบุคคลมารับเงิน ก็ควรเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ทั้งหมด
ทำไมต้องเก็บแชทและข้อความที่ถูกหลอก ?
เพราะในคดีฉ้อโกง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า
“เงินถูกโอนไปแล้ว”
แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า
“ทำไมผู้เสียหายจึงโอนเงิน?”
หลักฐานการสนทนาอาจช่วยแสดงให้เห็นว่า บุคคลใดเป็นผู้หลอกลวง ใช้วิธีการใด หลอกให้โอนเงินด้วยเหตุผลอะไร และมีการหลอกลวงต่อเนื่องหรือไม่
กรณีของฎีกาที่ 1093/2568 ศาลพิจารณาถึงการชักชวนลงทุน การเสนอผลตอบแทนสูง และการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาว่าผู้เสียหายถูกหลอกลวงหรือไม่
ถ้าถูกหลอกให้โอนเงินหลายครั้ง เป็นความผิดกี่กรรม ?
เรื่องนี้ ไม่ได้ตอบได้เพียงว่า “โอนกี่ครั้ง = กี่กรรม” เสมอไป ต้องพิจารณาลักษณะของการหลอกลวงและความต่อเนื่องของการกระทำ
ฎีกาที่ 2470-2471/2565 คดีนี้ผู้เสียหายถูกหลอกว่ามีการส่งของขวัญจากต่างประเทศเป็นแหวนเพชรและเงินสด และต้องโอนเงินเพื่อชำระค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หลายครั้ง แม้มีการโอนเงินถึง 18 ครั้ง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการโอนแต่ละครั้งเป็นผลสืบเนื่องจากการหลอกลวงครั้งแรก เป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาเดียว จึงเป็น ความผิดกรรมเดียว ตามข้อเท็จจริงของคดี
ฎีกาที่ 1093/2568 ในอีกคดีหนึ่ง จำเลยหลอกผู้เสียหายให้ลงทุน และมีการหลอกลวงให้โอนเงินในแต่ละครั้ง ศาลฎีกาพิจารณาว่าการหลอกลวงและการโอนเงินในแต่ละครั้งมีลักษณะที่เป็นความผิดหลายกรรมตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีนั้น จึงลงโทษเป็นหลายกรรม
ดังนั้น
จึงอาจสรุปได้ว่า
จำนวนครั้งที่โอนเงินไม่ใช่เกณฑ์เดียวในการตัดสินว่าเป็นความผิดกี่กรรม ต้องพิจารณาว่าการโอนแต่ละครั้งเกิดจากการหลอกลวงครั้งเดียวที่ต่อเนื่องกัน หรือเกิดจากการหลอกลวงคนละเหตุการณ์
สรุป ถูกหลอกโอนเงิน ใครต้องรับผิด ?
การถูกหลอกให้โอนเงิน ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะหมดสิทธิเรียกเงินคืน แต่ต้องพิจารณาว่าใครเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและเกี่ยวข้องในระดับใด
ผู้หลอกลวงโดยตรง หากพิสูจน์ได้ว่าหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน อาจมีความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน และอาจต้องรับผิดชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย
ผู้ร่วมกระทำความผิด หากร่วมวางแผน แบ่งหน้าที่ หรือร่วมหลอกลวง ก็อาจต้องรับผิดตามบทบาทของตน
เจ้าของบัญชีที่รับเงิน ไม่ควรสรุปว่าต้องรับผิดทั้งหมดเพียงเพราะมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชี ต้องพิจารณาว่ารู้เห็นหรือมีส่วนร่วมกับการกระทำความผิดหรือไม่
ผู้รับจ้างเปิดบัญชีหรือยอมให้คนร้ายนำบัญชีไปใช้ หากมีพฤติการณ์รู้หรือเล็งเห็นและเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด ก็อาจต้องรับผิดทางอาญาได้ ดังเช่นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567
ส่วน การเรียกเงินคืน ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่าเงินถูกโอนไปยังใคร ใครเป็นผู้รับประโยชน์ ใครมีส่วนร่วมในการหลอกลวง และมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลเหล่านั้นกับความเสียหายมากน้อยเพียงใด
4 ฎีกาสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการถูกหลอกโอนเงิน
ฎีกาที่ 2470-2471/2565 เงินถูกโอนไปหลายบัญชี แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ถือบัญชีแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับประโยชน์จากกันและกัน จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงินทั้งหมด แต่รับผิดเฉพาะส่วนที่ตนเกี่ยวข้อง
ฎีกาที่ 4920/2567 รับจ้างเปิดบัญชีและมอบบัญชีให้ผู้อื่นใช้ เมื่อพฤติการณ์แสดงว่าช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้าย อาจมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน
ฎีกาที่ 1093/2568 ผู้เสียหายโอนเงินเพราะหลงเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวง ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และการหลอกลวงแต่ละครั้งอาจเป็นความผิดหลายกรรมได้ตามข้อเท็จจริง
ฎีกาที่ 4040/2567 การพิจารณาความเกี่ยวข้องของบุคคลกับแก๊งโรแมนซ์สแกมต้องดูพยานหลักฐานและพฤติการณ์เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวว่าบัญชีธนาคารมีชื่อบุคคลนั้นเป็นเจ้าของ
หากถูกหลอกโอนเงิน ควรทำอย่างไร ?
สิ่งสำคัญคือ อย่ารอให้คนร้ายโอนเงินออกจากบัญชีปลายทางจนหมดก่อนจึงดำเนินการ ควรรวบรวมหลักฐานการหลอกลวงและหลักฐานการโอนเงินโดยเร็ว แจ้งธนาคารและดำเนินการแจ้งเหตุหรือร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตามช่องทางที่เกี่ยวข้อง พร้อมเก็บหลักฐานการดำเนินการทั้งหมดไว้
หากจำนวนเงินสูง มีบัญชีหลายบัญชี หรือสงสัยว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ควรตรวจสอบ เส้นทางการเงินและบทบาทของบุคคลแต่ละคน ให้ละเอียด เพราะการเรียกเงินคืนอาจไม่ได้มีเพียงผู้ที่หลอกโดยตรงเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาบุคคลที่รับเงินหรือให้ความช่วยเหลือด้วย
ถูกหลอกโอนเงิน ไม่ควรปล่อยให้หลักฐานสูญหาย เพราะหลักฐานการหลอกลวงและเส้นทางการเงินอาจเป็นหัวใจสำคัญในการติดตามเงินและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง