ถูกหลอกโอนเงิน ใครต้องรับผิด ? มิจฉาชีพ บัญชีม้า และผู้รับเงินต้องรับผิดอย่างไร

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 08 Oct 2026 · 15:51 น. 13 ครั้ง คดีอาญา
ถูกหลอกโอนเงิน ใครต้องรับผิด ?  มิจฉาชีพ บัญชีม้า และผู้รับเงินต้องรับผิดอย่างไร
แชร์: คัดลอกแล้ว!

ถูกหลอกโอนเงิน ใครต้องรับผิด ?

ปัจจุบันการหลอกให้โอนเงินเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ การหลอกให้ลงทุน การหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานของรัฐ ไปจนถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปยังบัญชีที่คนร้ายกำหนด เมื่อเงินถูกโอนไปแล้ว ผู้เสียหายมักมีคำถามว่า “เงินถูกโอนไปบัญชีของใคร คนนั้นต้องคืนเงินหรือไม่ ? ” “ถ้าบัญชีเป็นบัญชีม้า เจ้าของบัญชีต้องรับผิดทั้งหมดหรือไม่ ?” “คนที่รับจ้างเปิดบัญชีจะต้องรับผิดหรือไม่ ?” และที่สำคัญที่สุดคือ “ผู้เสียหายจะเรียกเงินคืนจากใครได้บ้าง ?”

คำตอบ คือ ไม่ได้พิจารณาจากชื่อเจ้าของบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ว่า บุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงอย่างไร รู้เห็นหรือไม่ มีส่วนช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดหรือไม่ และได้รับเงินหรือประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวเพียงใด แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีตัวอย่างที่น่าสนใจหลายคดี ซึ่งช่วยให้เห็นหลักการเหล่านี้ได้ชัดเจน


ถูกหลอกโอนเงิน ถือเป็นความผิดอะไร ?

การหลอกให้ผู้อื่นโอนเงิน หากมีการหลอกลวงด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง จนผู้เสียหายหลงเชื่อและมอบทรัพย์สินให้ อาจเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 หากเป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วย ก็อาจมีความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343 ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดเป็นกรณีไป

ตัวอย่างเช่น

  • อ้างเป็นตำรวจแล้วหลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี

  • อ้างเป็นธนาคารแล้วหลอกให้โอนเงิน

  • หลอกว่ามีพัสดุจากต่างประเทศและต้องจ่ายค่าธรรมเนียม

  • หลอกลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนสูง

  • หลอกขายสินค้าออนไลน์แล้วไม่ส่งสินค้า

  • หลอกให้โอนเงินเพื่อแลกกับการได้รับรางวัล

  • หลอกให้โอนเงินโดยอ้างว่าจะช่วยจัดหางานหรือช่วยดำเนินการบางอย่าง

สิ่งสำคัญคือ แม้ผู้เสียหายจะเป็นคนกดปุ่มโอนเงินด้วยตนเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หลอกลวงจะไม่มีความผิด

หากการโอนเงินเกิดขึ้นเพราะผู้เสียหายถูกหลอกจนหลงเชื่อ การโอนดังกล่าวอาจเป็นผลโดยตรงจากการหลอกลวง


คนที่หลอกให้โอนเงิน ต้องรับผิดหรือไม่ ?

โดยหลัก หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้หลอกลวง หรือร่วมกับผู้อื่นหลอกลวงจนผู้เสียหายโอนเงิน บุคคลนั้นย่อมอาจต้องรับผิดทางอาญาตามบทบัญญัติเรื่องฉ้อโกงหรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และอาจต้องคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายตามหลักเกณฑ์ของคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568 : ผู้เสียหายโอนเงินเพราะเชื่อคำหลอกลวง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับการหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน คดีนี้จำเลยชักชวนผู้เสียหายลงทุน โดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ และปกปิดความจริงเกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุน ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้จำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้เสียหายโอนเงินให้จำเลยเป็นผลจากกลอุบายการหลอกลวง และผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจฟ้องคดีได้

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยเรื่องจำนวนกรรมด้วยว่า ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนสำเร็จเมื่อผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและโอนเงินให้จำเลย และในคดีนี้ การหลอกผู้เสียหายแต่ละคนในแต่ละครั้งมีลักษณะที่เป็นความผิดหลายกรรมตามข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง

หลักสำคัญจากฎีกานี้ : การที่ผู้เสียหายเป็นผู้โอนเงินด้วยตนเอง ไม่ได้ทำให้การหลอกลวงหมดความเป็นความผิด

ประเด็นสำคัญคือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเงินถูกโอนไปเพราะผู้เสียหาย หลงเชื่อจากการหลอกลวง ของผู้กระทำความผิด


ถ้าเงินถูกโอนเข้าบัญชีคนอื่น เจ้าของบัญชีต้องรับผิดหรือไม่ ?

นี่เป็นประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งของคดีหลอกโอนเงิน คือ การที่ผู้เสียหายพบว่าเงินถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารของบุคคลหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นต้องร่วมรับผิดกับมิจฉาชีพทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าเจ้าของบัญชี

  • รู้เห็นการหลอกลวงหรือไม่

  • ร่วมวางแผนหรือไม่

  • เปิดบัญชีเพื่อให้คนร้ายนำไปใช้หรือไม่

  • รับจ้างเปิดบัญชีหรือไม่

  • มอบสมุดบัญชี บัตร หรือข้อมูลการทำธุรกรรมให้ผู้อื่นหรือไม่

  • ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำหรือไม่

  • ช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิดหรือไม่

  • มีพฤติการณ์อื่นที่แสดงถึงเจตนาหรือการมีส่วนร่วมเพียงใด

ดังนั้นจึงต้องแยกให้ออกระหว่าง “เป็นเจ้าของบัญชี” กับ “มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470-2471/2565 : เงินเข้าหลายบัญชี แต่แต่ละคนไม่ต้องรับผิดทั้งหมด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470-2471/2565 เป็นฎีกาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอธิบายประเด็นนี้

คดีนี้ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยหลายคน ได้แก่

  • บัญชีจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง รวม 937,500 บาท

  • บัญชีจำเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง รวม 612,500 บาท

  • บัญชีจำเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง รวม 1,370,000 บาท

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน จึงเป็นกรณี ต่างคนต่างทำ

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยแต่ละคนไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินทั้งหมดแก่ผู้เสียหาย แต่ต้องรับผิดคืนหรือใช้เงิน เฉพาะส่วนที่ตนกระทำ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 รับผิด 937,500 บาท จำเลยที่ 2 รับผิด 612,500 บาท และจำเลยที่ 4 รับผิด 1,370,000 บาท ตามส่วนที่เงินถูกโอนไปยังบัญชีของแต่ละคน

หลักที่ประชาชนควรรู้

ฎีกานี้แสดงให้เห็นว่า

การมีบัญชีเป็นชื่อของตนและมีเงินของผู้เสียหายโอนเข้าบัญชี ไม่ได้ทำให้ต้องร่วมรับผิดในเงินทั้งหมดของผู้เสียหายโดยอัตโนมัติ

หากไม่มีข้อเท็จจริงว่าบุคคลเหล่านั้นร่วมรู้เห็นหรือร่วมกันกระทำ ก็ต้องพิจารณาความรับผิดของแต่ละคนตามการกระทำของตน

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมในคดีหลอกโอนเงิน การตรวจสอบ เส้นทางการเงิน จึงมีความสำคัญอย่างมากครับ


บัญชีม้าต้องรับผิดหรือไม่ ?

คำว่า “บัญชีม้า” เป็นคำที่ใช้เรียกบัญชีธนาคารที่ถูกนำไปใช้รับ โอน หรือเคลื่อนย้ายเงินเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น โดยเฉพาะในคดีหลอกลวงออนไลน์ แต่ในทางกฎหมายต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่า เจ้าของบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร

กรณีที่ 1 เปิดบัญชีโดยไม่รู้และไม่ได้มีส่วนร่วม : ต้องพิจารณาพยานหลักฐานว่าบุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจริงหรือไม่

กรณีที่ 2 รับจ้างเปิดบัญชีและมอบบัญชีให้คนอื่น : กรณีนี้มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง เพราะพฤติการณ์อาจแสดงถึงการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้กระทำความผิด

กรณีที่ 3 รู้ว่าบัญชีจะถูกนำไปใช้รับเงินจากการหลอกลวง : กรณีนี้ยิ่งมีน้ำหนักในการพิจารณาความรับผิดทางอาญาตามบทบาทและข้อเท็จจริงของแต่ละคดี


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567 : รับจ้างเปิดบัญชี อาจเป็นผู้สนับสนุนการฉ้อโกง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญของกรณีเจ้าของบัญชีที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด : คดีนี้จำเลยรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นนำไปใช้ ศาลฎีกาเห็นว่า การรับจ้างเปิดบัญชีและมอบสมุดบัญชีให้บุคคลอื่นเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย และจากพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าบัญชีอาจถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดหรือแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้าย และจำเลยมีความผิดฐาน เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น

ข้อควรระวัง

จึงไม่ควรเข้าใจว่า

“ฉันไม่ได้เป็นคนหลอก แค่ให้บัญชีเขาใช้”

แล้วจะไม่มีความผิดเสมอไป

หากพฤติการณ์แสดงว่ารู้หรือเล็งเห็นถึงการนำบัญชีไปใช้ในทางผิด และการกระทำนั้นเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้าย ก็อาจมีความรับผิดทางอาญาได้


แล้วถ้ามีชื่อเป็นเจ้าของบัญชี แต่ไม่ได้ร่วมหลอกลวงล่ะ ?

ประเด็นนี้ต้องแยกจากกรณีรับจ้างเปิดบัญชีอย่างชัดเจน :

การพิสูจน์ความรับผิดทางอาญาต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงบุคคลนั้นกับการกระทำความผิด ไม่ใช่ดูเพียงชื่อบัญชีธนาคาร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567 : การมีชื่อเกี่ยวข้องกับบัญชี ต้องดูพฤติการณ์และการมีส่วนร่วม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4040/2567 เกี่ยวข้องกับแก๊งโรแมนซ์สแกม ซึ่งหลอกผู้เสียหายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และให้โอนเงินเข้าหลายบัญชี รวมถึงบัญชีที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ

ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานว่า แม้บัญชีของจำเลยถูกนำไปเกี่ยวข้องกับการรับเงินจากผู้ถูกหลอกลวง แต่พยานหลักฐานในประเด็นหนึ่งยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่าจำเลยเป็นสมาชิกหรือเครือข่ายดำเนินงาน สมคบ หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมของแก๊งโรแมนซ์สแกมตามข้อกล่าวหาในฐานะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์อื่นประกอบด้วย เช่น การมีบัญชีหลายบัญชีถูกนำไปใช้รับเงินจากการหลอกลวงหลายครั้ง และพฤติการณ์เกี่ยวกับการมอบบัญชีและบัตรเดบิตให้ผู้อื่น

ดังนั้น ฎีกานี้จึงสอนให้เห็นว่า

การพิจารณาความรับผิดของเจ้าของบัญชีต้องดูพฤติการณ์และพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีหรือไม่

และในทางกลับกัน หากมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น เปิดบัญชีให้ผู้อื่น ใช้บัญชีหลายบัญชี รับเงินจากผู้เสียหายหลายราย หรือยินยอมให้บุคคลอื่นควบคุมบัญชี ก็อาจเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความรับผิดได้


ผู้เสียหายเรียกเงินคืนจากใครได้บ้าง ?

โดยทั่วไปต้องพิจารณาบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับ

1. ผู้หลอกลวงโดยตรง : หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้หลอกลวง ผู้กระทำอาจต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งตามสิทธิของผู้เสียหาย

2. ผู้ร่วมกระทำความผิด : หากมีบุคคลหลายคนร่วมกันวางแผน แบ่งหน้าที่ หรือร่วมกันดำเนินการหลอกลวง บุคคลเหล่านั้นอาจมีความรับผิดตามบทบาทของตน

3. เจ้าของบัญชีที่รู้เห็นหรือช่วยเหลือ : หากมีพยานหลักฐานว่าเจ้าของบัญชีรู้เห็นและช่วยเหลือ เช่น รับจ้างเปิดบัญชี มอบบัญชีให้คนร้ายใช้ หรือดำเนินการอื่นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การกระทำความผิด ก็อาจต้องรับผิดตามข้อเท็จจริงและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฎีกาที่ 4920/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญในประเด็นนี้

4. ผู้รับเงินจากบัญชีต่อไป : หากเงินถูกโอนจากบัญชีหนึ่งไปอีกบัญชีหนึ่ง ต้องตรวจสอบเส้นทางเงินต่อไปว่าใครเป็นผู้รับ ใครเป็นผู้ถอน และบุคคลดังกล่าวมีความรู้หรือส่วนร่วมกับการกระทำความผิดหรือไม่ จึงไม่ควรหยุดการตรวจสอบเพียงบัญชีแรกที่รับเงิน


ผู้เสียหายควรตรวจสอบ “เส้นทางเงิน” อย่างไร ?

ในคดีถูกหลอกโอนเงิน หลักฐานสำคัญไม่ได้มีเพียงสลิปโอนเงิน แต่ควรพยายามติดตามว่า ผู้เสียหาย → บัญชีที่ 1 → บัญชีที่ 2 → บัญชีที่ 3 → ผู้ถอนหรือผู้รับประโยชน์ เส้นทางดังกล่าวอาจช่วยให้เจ้าหน้าที่และศาลเห็นว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องกับเงิน และเกี่ยวข้องในลักษณะใด โดยเฉพาะเมื่อมีหลายบัญชี การแยกเงินแต่ละก้อนมีความสำคัญอย่างมาก เพราะฎีกาที่ 2470-2471/2565 แสดงให้เห็นว่า หากไม่ปรากฏว่าผู้ถือบัญชีแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือร่วมกันกระทำ ความรับผิดอาจต้องแยกตามส่วนที่แต่ละคนเกี่ยวข้อง


ถูกหลอกโอนเงิน ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้าง ?

ผู้เสียหายควรเก็บหลักฐานให้มากที่สุด และไม่ควรลบข้อความหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนสำรองไว้

1. หลักฐานการโอนเงิน

  • สลิปโอนเงิน

  • Statement

  • วันและเวลาที่โอน

  • จำนวนเงิน

  • เลขบัญชีปลายทาง

  • ชื่อบัญชีปลายทาง

  • หมายเลขพร้อมเพย์ หากมี

2. หลักฐานการหลอกลวง

  • LINE

  • Messenger

  • Facebook

  • TikTok

  • SMS

  • อีเมล

  • เว็บไซต์

  • URL ที่คนร้ายส่งมา

  • ภาพหน้าจอ

  • บันทึกเสียงหรือหลักฐานการโทร หากมี

3. ข้อมูลของคนร้าย

  • ชื่อที่ใช้

  • เบอร์โทรศัพท์

  • ชื่อบัญชีธนาคาร

  • เลขบัญชี

  • หมายเลขโทรศัพท์

  • ชื่อผู้ใช้ใน Social Media

  • รูปโปรไฟล์

  • เว็บไซต์หรือเพจที่ใช้หลอกลวง

4. หลักฐานการติดต่อธนาคาร

ควรเก็บหลักฐานว่าผู้เสียหายแจ้งธนาคารเมื่อใด และธนาคารดำเนินการอย่างไร

5. หลักฐานอื่น

หากมีการนัดพบ ส่งเอกสาร ส่งสินค้า หรือมีบุคคลมารับเงิน ก็ควรเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ทั้งหมด


ทำไมต้องเก็บแชทและข้อความที่ถูกหลอก ?

เพราะในคดีฉ้อโกง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า

“เงินถูกโอนไปแล้ว”

แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า

“ทำไมผู้เสียหายจึงโอนเงิน?”

หลักฐานการสนทนาอาจช่วยแสดงให้เห็นว่า บุคคลใดเป็นผู้หลอกลวง ใช้วิธีการใด หลอกให้โอนเงินด้วยเหตุผลอะไร และมีการหลอกลวงต่อเนื่องหรือไม่

กรณีของฎีกาที่ 1093/2568 ศาลพิจารณาถึงการชักชวนลงทุน การเสนอผลตอบแทนสูง และการปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาว่าผู้เสียหายถูกหลอกลวงหรือไม่


ถ้าถูกหลอกให้โอนเงินหลายครั้ง เป็นความผิดกี่กรรม ?

เรื่องนี้ ไม่ได้ตอบได้เพียงว่า “โอนกี่ครั้ง = กี่กรรม” เสมอไป ต้องพิจารณาลักษณะของการหลอกลวงและความต่อเนื่องของการกระทำ

ฎีกาที่ 2470-2471/2565 คดีนี้ผู้เสียหายถูกหลอกว่ามีการส่งของขวัญจากต่างประเทศเป็นแหวนเพชรและเงินสด และต้องโอนเงินเพื่อชำระค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หลายครั้ง แม้มีการโอนเงินถึง 18 ครั้ง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการโอนแต่ละครั้งเป็นผลสืบเนื่องจากการหลอกลวงครั้งแรก เป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาเดียว จึงเป็น ความผิดกรรมเดียว ตามข้อเท็จจริงของคดี

ฎีกาที่ 1093/2568 ในอีกคดีหนึ่ง จำเลยหลอกผู้เสียหายให้ลงทุน และมีการหลอกลวงให้โอนเงินในแต่ละครั้ง ศาลฎีกาพิจารณาว่าการหลอกลวงและการโอนเงินในแต่ละครั้งมีลักษณะที่เป็นความผิดหลายกรรมตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีนั้น จึงลงโทษเป็นหลายกรรม

ดังนั้น

จึงอาจสรุปได้ว่า

จำนวนครั้งที่โอนเงินไม่ใช่เกณฑ์เดียวในการตัดสินว่าเป็นความผิดกี่กรรม ต้องพิจารณาว่าการโอนแต่ละครั้งเกิดจากการหลอกลวงครั้งเดียวที่ต่อเนื่องกัน หรือเกิดจากการหลอกลวงคนละเหตุการณ์


สรุป ถูกหลอกโอนเงิน ใครต้องรับผิด ?

การถูกหลอกให้โอนเงิน ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะหมดสิทธิเรียกเงินคืน แต่ต้องพิจารณาว่าใครเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงและเกี่ยวข้องในระดับใด

ผู้หลอกลวงโดยตรง หากพิสูจน์ได้ว่าหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน อาจมีความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน และอาจต้องรับผิดชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย

ผู้ร่วมกระทำความผิด หากร่วมวางแผน แบ่งหน้าที่ หรือร่วมหลอกลวง ก็อาจต้องรับผิดตามบทบาทของตน

เจ้าของบัญชีที่รับเงิน ไม่ควรสรุปว่าต้องรับผิดทั้งหมดเพียงเพราะมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชี ต้องพิจารณาว่ารู้เห็นหรือมีส่วนร่วมกับการกระทำความผิดหรือไม่

ผู้รับจ้างเปิดบัญชีหรือยอมให้คนร้ายนำบัญชีไปใช้ หากมีพฤติการณ์รู้หรือเล็งเห็นและเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด ก็อาจต้องรับผิดทางอาญาได้ ดังเช่นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567

ส่วน การเรียกเงินคืน ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่าเงินถูกโอนไปยังใคร ใครเป็นผู้รับประโยชน์ ใครมีส่วนร่วมในการหลอกลวง และมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลเหล่านั้นกับความเสียหายมากน้อยเพียงใด


4 ฎีกาสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการถูกหลอกโอนเงิน

ฎีกาที่ 2470-2471/2565 เงินถูกโอนไปหลายบัญชี แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ถือบัญชีแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับประโยชน์จากกันและกัน จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงินทั้งหมด แต่รับผิดเฉพาะส่วนที่ตนเกี่ยวข้อง

ฎีกาที่ 4920/2567 รับจ้างเปิดบัญชีและมอบบัญชีให้ผู้อื่นใช้ เมื่อพฤติการณ์แสดงว่าช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่คนร้าย อาจมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน

ฎีกาที่ 1093/2568 ผู้เสียหายโอนเงินเพราะหลงเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวง ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และการหลอกลวงแต่ละครั้งอาจเป็นความผิดหลายกรรมได้ตามข้อเท็จจริง

ฎีกาที่ 4040/2567 การพิจารณาความเกี่ยวข้องของบุคคลกับแก๊งโรแมนซ์สแกมต้องดูพยานหลักฐานและพฤติการณ์เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ไม่ใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวว่าบัญชีธนาคารมีชื่อบุคคลนั้นเป็นเจ้าของ


หากถูกหลอกโอนเงิน ควรทำอย่างไร ?

สิ่งสำคัญคือ อย่ารอให้คนร้ายโอนเงินออกจากบัญชีปลายทางจนหมดก่อนจึงดำเนินการ ควรรวบรวมหลักฐานการหลอกลวงและหลักฐานการโอนเงินโดยเร็ว แจ้งธนาคารและดำเนินการแจ้งเหตุหรือร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตามช่องทางที่เกี่ยวข้อง พร้อมเก็บหลักฐานการดำเนินการทั้งหมดไว้

หากจำนวนเงินสูง มีบัญชีหลายบัญชี หรือสงสัยว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ควรตรวจสอบ เส้นทางการเงินและบทบาทของบุคคลแต่ละคน ให้ละเอียด เพราะการเรียกเงินคืนอาจไม่ได้มีเพียงผู้ที่หลอกโดยตรงเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาบุคคลที่รับเงินหรือให้ความช่วยเหลือด้วย

ถูกหลอกโอนเงิน ไม่ควรปล่อยให้หลักฐานสูญหาย เพราะหลักฐานการหลอกลวงและเส้นทางการเงินอาจเป็นหัวใจสำคัญในการติดตามเงินและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

ปรึกษาคดีกับทนายเจตน์สฤษฎิ์

เพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและวางแนวทางต่อสู้คดีอย่างเหมาะสม
ติดต่อได้ที่ Line: @280cwfgf

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น