หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โพสต์ Facebook ตั้งคำถามก็อาจมีความผิดได้

โดย เจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ 15 Jul 2026 · 13:21 น. 10 ครั้ง คดีอาญา
หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โพสต์ Facebook ตั้งคำถามก็อาจมีความผิดได้
แชร์: คัดลอกแล้ว!

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

โพสต์ Facebook ตั้งคำถามก็อาจมีความผิดได้

การโพสต์ข้อความบน Facebook หรือสื่อสังคมออนไลน์ แม้จะใช้ลักษณะเป็นคำถาม เช่น "จริงหรือไม่ ?" หรือ "มีมูลหรือไม่ ?" ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงให้เห็นว่าผู้โพสต์มีเจตนาใส่ความผู้อื่นและทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 ถือเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่อธิบายหลักเกณฑ์การพิจารณาความผิดฐาน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความผ่าน Facebook และสื่อสังคมออนไลน์

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

จำเลยโพสต์ข้อความและภาพตัดต่อผ่าน Facebook และเพจสาธารณะรวม 4 ครั้ง กล่าวพาดพิงว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ (BRN) พร้อมใช้ข้อความในลักษณะตั้งคำถาม เช่น "จริงหรือไม่?" "เป็นไปได้อย่างไร?" "ทำไมถึงเป็นแบบนี้?" แม้จะใช้รูปแบบคำถาม แต่ศาลเห็นว่าเมื่ออ่านข้อความทั้งหมดประกอบกันแล้ว ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว ซึ่งเป็นการใส่ความให้เสียชื่อเสียง

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

1. การตั้งคำถาม ก็อาจเป็นการหมิ่นประมาทได้

ศาลฎีกาวางหลักว่า : หากข้อความโดยรวมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง แม้จะใช้คำว่า "จริงหรือไม่" หรือ "เป็นไปได้หรือไม่" ก็อาจถือเป็นการใส่ความได้

การเติมคำว่า "จริงหรือไม่" ไม่ใช่เกราะป้องกันความผิด หากพฤติการณ์แสดงถึงเจตนาชี้นำให้ผู้อื่นเชื่อว่าข้อความนั้นเป็นความจริง

2. โพสต์ซ้ำหลายครั้ง ยิ่งสะท้อนเจตนา : ในคดีนี้ จำเลยโพสต์ข้อความในลักษณะเดียวกันติดต่อกันหลายวัน

ศาลเห็นว่า : เป็นการยืนยันข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ต้องการให้ประชาชนเชื่อ ไม่ใช่เพียงการตั้งข้อสงสัยทั่วไป จึงถือเป็นพฤติการณ์ที่สนับสนุนความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

3. ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโพสต์

ศาลให้ความสำคัญว่า : จำเลยไม่ตรวจสอบข้อมูล ไม่สอบถามผู้เสียหาย ไม่แจ้งหน่วยงานของรัฐ ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหาแต่กลับเลือกโพสต์ต่อสาธารณะ ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่มุ่งประจานผู้เสียหายมากกว่าการแสวงหาความจริง

4. การอ้างว่าแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต : ศาลไม่รับฟัง

จำเลยอ้างว่า : เป็นเพียงการตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329

ศาลวินิจฉัยว่า : การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ต้องอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีเหตุอันสมควร แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ อีกทั้งยังเผยแพร่ต่อประชาชนจำนวนมาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329

ศาลกำหนดหลักสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

คำพิพากษาฉบับนี้ สรุปองค์ประกอบสำคัญไว้ว่า ผู้กระทำความผิดต้อง

  • มีเจตนาใส่ความผู้อื่น

  • ข้อความมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง

  • เผยแพร่ต่อบุคคลที่สามหรือสาธารณชน

  • ข้อความทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นคนไม่ดี หรือทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

หากครบองค์ประกอบดังกล่าว ย่อมเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

ผลคำพิพากษา

ศาลฎีกาพิพากษายืนว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

พร้อมวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า :

  • การโพสต์ทั้ง 4 ครั้ง เป็นคนละกรรม

  • ไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

  • แก้ไขเพียงวิธีการคำนวณลดโทษให้ถูกต้องตามกฎหมาย

สุดท้ายจำเลยต้องรับโทษจำคุกรวม 5 ปี 4 เดือน ตามวิธีคำนวณที่ศาลฎีกาแก้ไขแล้วเทียบเท่ากับ จำคุก 4 ปี 16 เดือน (ซึ่งมีค่าเท่ากับ 5 ปี 4 เดือน)

ข้อคิดจากคำพิพากษานี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 เป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญที่สะท้อนว่า :

  • การโพสต์บน Facebook หรือสื่อสังคมออนไลน์ มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการเผยแพร่ต่อสาธารณะ

  • การใช้คำว่า "จริงหรือไม่" หรือ "มีมูลหรือไม่" ไม่ได้ทำให้พ้นความรับผิด หากข้อความโดยรวมสื่อถึงการใส่ความ

  • ก่อนเผยแพร่ข้อมูลที่กระทบชื่อเสียงของผู้อื่น ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นอาจต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

หากถูกหมิ่นประมาทบน Facebook หรือสื่อสังคมออนไลน์ ควรทำอย่างไร :

ผู้เสียหายควรดำเนินการ ดังนี้

  • เก็บหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอ (Screenshot) ลิงก์โพสต์ วันที่ เวลา และชื่อบัญชีผู้โพสต์

  • บันทึกข้อมูลการเข้าถึงโพสต์หรือความคิดเห็น หากสามารถทำได้

  • ปรึกษาทนายความเพื่อประเมินว่าข้อความเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่

  • ดำเนินคดีภายในกำหนดเวลา เนื่องจากคดีหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

นอกจากดำเนินคดีอาญาแล้ว ผู้เสียหายยังอาจเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้กระทำละเมิดได้ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2567 จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า การโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แม้จะอ้างว่าเป็นเพียงการตั้งคำถาม ก็อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงถึงเจตนาใส่ความและทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าผู้เสียหายกระทำตามที่กล่าวหา

ความคิดเห็น (0)

ยังไม่มีความคิดเห็น — มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น