คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5092/2569
ฎีกาย่อ
แม้การพิจารณาคดีค้ามนุษย์จะใช้ระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้เองก็ตาม แต่การที่ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 23 ได้นั้น จะต้องได้ความว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยบรรยายการกระทำทั้งหลายอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษไว้ครบถ้วนแล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานค้ามนุษย์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ฟ้องที่ไม่ถูกต้องซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 23 ได้
แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
https://deka.supremecourt.or.th/
ฎีกาเต็ม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) (5) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 282, 287 (1) บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย980/2562 ของศาลจังหวัดพิจิตร เข้ากับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ และนับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก และจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดพิจิตร
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ
ระหว่างพิจารณา นางสาวนภศร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่อนามัย เสรีภาพ ชื่อเสียง เกียรติคุณ และทางทำมาหาได้หรือความเจริญของผู้ร้องเป็นเงิน 300,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำความผิดถึงวันยื่นคำร้องเป็นเงิน 50,625 บาท รวมเป็นเงิน 350,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง
จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง และค่าเสียหายที่ผู้ร้องขอมาสูงเกินส่วน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก, 287 (1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) (5) วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม จำคุก 2 ปี ฐานผลิต มีไว้หรือเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเพื่อการค้า และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และเผยแพร่ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 หมายเลขแดงที่ คม 2/2565 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก และโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 หมายเลขแดงที่ คม 1/2566 ของศาลจังหวัดพิจิตร ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 980/2562 ของศาลจังหวัดพิจิตร เข้ากับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้เนื่องจากศาลนำโทษจำคุกในคดีดังกล่าวไปบวกกับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ คม 2/2565 ของศาลจังหวัดพิษณุโลกแล้ว คำขอส่วนนี้จึงให้ยก ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และเผยแพร่ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อปี 2562 นางสาวนภศร ผู้เสียหาย อายุ 19 ปีเศษ (เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2543) ผู้เสียหายกับจำเลยคบหาเป็นคนรักกัน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหาย นายฤทธิไกรหรือเกียร์ และนางสาวณิชารีหรือแตงกวา ไปพักที่ไร่ ส. ของนายชยัน ในคืนดังกล่าวผู้เสียหายมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยและนายชยันที่ห้องพัก โดยมีผู้ใช้กล้องวิดีโอและโทรศัพท์เคลื่อนที่บันทึกภาพและเสียงขณะมีเพศสัมพันธ์เก็บไว้ ตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 และ วล.1 ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2563 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหาเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ข้อหาผลิต มีไว้หรือเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเพื่อการค้า และข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ และยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของกลาง จากการตรวจสอบพบว่ามีการนำจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ของจำเลยไปสมัครใช้บริการระบบเมกา คลาวด์ ซึ่งเป็นบริการรับฝากข้อมูลออนไลน์ มีการจัดเก็บคลิปวิดีโอการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยและผู้ชายคนอื่นจำนวนมาก รวมถึงคลิปในวัตถุพยานหมาย วจ.1 และ วล.1 นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ใช้แอปพลิเคชันทวิตเตอร์รหัส @nxxxx ชื่อบัญชี "คู่แท้xxxx รับyyyy" หรือ "N." โฆษณาชักชวนให้บุคคลทั่วไปเข้ามาชมสื่อลามกซึ่งเก็บไว้ในระบบเมกา คลาวด์ ข้างต้น โดยให้เสียค่าสมัครสมาชิกผ่านแอปพลิเคชันไลน์รหัส "@9xxxx" ชื่อบัญชี "คู่แท้เมียxxxxน่าตาดี#รับyyyyเปย์" และแอปพลิเคชันไลน์รหัส "7xxxx"
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานค้ามนุษย์ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้อำนาจครอบงำบุคคลด้วยเหตุที่อยู่ในภาวะอ่อนด้อยทางร่างกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขู่เข็ญว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยให้เงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลบุคคลนั้นเพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให้ความยินยอมแก่ผู้กระทำความผิดในการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่ตนดูแล... ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์" จึงเห็นได้ว่า การกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว นอกจากผู้กระทำความผิดเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใดแล้ว ผู้กระทำความผิดยังจะต้องกระทำต่อบุคคลดังกล่าวโดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้อำนาจครอบงำบุคคลผู้ถูกกระทำด้วยเหตุที่อยู่ในภาวะอ่อนด้อยทางร่างกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขู่เข็ญว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยให้เงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลบุคคลนั้นเพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให้ความยินยอมแก่ผู้กระทำความผิดในการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่ตนดูแล และต้องเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วย จึงจะครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องอันเป็นองค์ประกอบความผิดความผิดฐานค้ามนุษย์ที่ขอให้ศาลลงโทษจำเลยให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวแต่เพียงว่า จำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการผลิตหรือเผยแพร่สื่อลามกด้วยการเป็นธุระจัดหาผู้เสียหายมาที่ไร่ ส. แล้วจำเลยกับชายผู้มีชื่อกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้โทรศัพท์บันทึกภาพและเสียงจัดเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย นำไปเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปเข้าชมในแอปพลิเคชันทวิตเตอร์รหัส @nxxxx ชื่อบัญชี "คู่แท้xxxx รับyyyy" แอปพลิเคชันไลน์ รหัส "@9xxxx" ชื่อบัญชี "คู่แท้เมียxxxxน่าตาดี#รับyyyyเปย์" และแอปพลิเคชันไลน์ รหัส "7xxxx" โดยเรียกเก็บเงินจากสมาชิกเป็นค่าตอบแทนเท่านั้น โดยฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำโดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล หลอกลวง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้อำนาจครอบงำบุคคลด้วยเหตุที่อยู่ในภาวะอ่อนด้อยทางร่างกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขู่เข็ญว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยให้เงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลบุคคลนั้นเพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลให้ความยินยอมแก่ผู้กระทำความผิดในการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลที่ตนดูแล ซึ่งเป็นสาระสำคัญ คำฟ้องของโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) วรรคหนึ่ง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานค้ามนุษย์ได้ ถึงแม้ว่าการที่จำเลยใช้โทรศัพท์บันทึกภาพและเสียงจัดเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย นำไปเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปเข้าชมในแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ รหัส @nxxxx ชื่อบัญชี "คู่แท้xxxx รับyyyy" แอปพลิเคชันไลน์ รหัส "@9xxxx" ชื่อบัญชี "คู่แท้เมียxxxxน่าตาดี#รับyyyyเปย์" และแอปพลิเคชันไลน์ รหัส "7xxxx" โดยเรียกเก็บเงินจากสมาชิกเป็นค่าตอบแทน ซึ่งเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็ไม่มีผลให้การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานค้ามนุษย์ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างทำนองว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณา ถ้อยคำของผู้เสียหายที่ให้ไว้ต่อนางสาวสุภนิช นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิจิตร และคำให้การของผู้เสียหายที่ให้ไว้ต่อร้อยตำรวจเอกโตณณการ พนักงานสอบสวนว่า คืนเกิดเหตุ เวลา 1 นาฬิกา หลังจากที่ผู้เสียหายและจำเลยรับประทานอาหารและดื่มเบียร์จนผู้เสียหายเมาแล้วกลับมานอนที่ห้องพัก นายชยันเข้ามาในห้องพักและมีเพศสัมพันธ์กับผู้เสียหายแบบสวิงกิ้งโดยผู้เสียหายไม่ยินยอมแต่ไม่สามารถขัดขืนได้เนื่องจากมีอาการมึนเมา และจำเลยได้บันทึกภาพเป็นคลิปวิดีโอในขณะมีการร่วมเพศกันไว้ โดยจำเลยข่มขู่ผู้เสียหายว่าหากไม่ยินยอมกระทำตามความต้องการของจำเลยจะเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายไม่ได้ยินยอมหรือสมัครใจให้จำเลยนำภาพของผู้เสียหายที่มีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวไปผลิตและเผยแพร่โดยแสวงหาผลประโยชน์ การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์แล้วนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องเท่านั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะมีการไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย โดยไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยมาประกอบการพิจารณาว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ฎีกาอ้างทำนองว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 8 กำหนดไว้ว่า วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ให้ใช้ระบบไต่สวน มาตรา 26 กำหนดไว้ว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าจำเลยให้การปฏิเสธ ให้โจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมสำเนาต่อศาล และมาตรา 28 กำหนดไว้ว่า ให้ศาลนำสำนวนการสอบสวนของโจทก์เป็นแนวทางในการพิจารณาและอาจสืบพยานเพิ่มเติม โดยในระบบไต่สวนมุ่งเน้นให้ศาลและคู่ความร่วมกันค้นหาความจริงในการพิจารณา ดังนั้น ในการฟ้องคดี หากศาลเห็นว่าฟ้องของโจทก์คลาดเคลื่อนบกพร่องไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 23 กำหนดให้ศาลมีหน้าที่ต้องออกคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียก่อน โดยไม่นำข้อบกพร่องดังกล่าวมาพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า แม้การพิจารณาคดีค้ามนุษย์จะใช้ระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้เองก็ตาม แต่การที่ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 23 ได้นั้น จะต้องได้ความว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายโดยบรรยายการกระทำทั้งหลายอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานค้ามนุษย์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่กรณีฟ้องไม่ถูกต้อง ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 23 ได้ ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานค้ามนุษย์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อศาลไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานค้ามนุษย์ จึงไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 13 ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกา
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) (5) วรรคหนึ่ง ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ 1.2 และข้อ 1.3 โดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2563 จำเลยเป็นธุระจัดหาพาผู้เสียหายไปที่ไร่ ส. เพื่อให้ผู้เสียหายยอมรับการกระทำชำเราหรือการกระทำอื่นเพื่อสำเร็จความใคร่ของชายอื่น ตามฟ้อง ข้อ 1.1 แล้วจำเลยและผู้มีชื่อได้กระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยใช้โทรศัพท์บันทึกภาพและเสียงขณะกระทำชำเราผู้เสียหายไว้ หลังจากนั้นจำเลยนำคลิปวิดีโอภาพและเสียงที่จำเลยบันทึกไว้โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันมีลักษณะลามกเพื่อส่งขายให้แก่บุคคลทั่วไปในแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ชื่อ "คู่แท้xxxx รับyyyy" และแอดไลน์ (ID) "@9xxxx" และแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ชื่อ "คู่แท้เมียxxxxน่าตาดี#รับyyyyเปย์" และแอดไลน์ (ID) "7xxxx" โดยจำเลยได้รับเงินผลประโยชน์โดยเก็บจากสมาชิกเป็นค่าตอบแทนการเข้าดูภาพถ่ายและเสียงในคลิปวิดีโอดังกล่าว อันเป็นการกระทำเพื่อความประสงค์ทางการค้า ทำ ผลิต มีไว้ ทำให้แพร่หลายด้วยประการใด ๆ ซึ่งรูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ และเผยแพร่ส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองและผู้อื่น และโดยมีเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบทางเพศจากการผลิตหรือเผยแพร่วัตถุหรือสื่อลามกอนาจาร อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) (5) วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่โจทก์ยกขึ้นอ้างมาในฎีกาว่า คลิปวิดีโอการร่วมเพศของผู้เสียหายในกลุ่มแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ชื่อ "คู่แท้xxxx รับyyyy" โดยโฆษณาว่าอยากชมผลงานคู่ให้แอดไลน์ (ไอดี) "@9xxxx" และทวิตเตอร์ ชื่อ "คู่แท้เมียxxxxน่าตาดี#รับyyyyเปย์" และ "7xxxx" ซึ่งพลเมืองดีเห็นในไลน์ดังกล่าวเป็นคลิปวิดีโอภาพและเสียงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 ที่โรงแรม ด. ไม่ใช่คลิปวิดีโอภาพและเสียงเหตุการณ์ขณะจำเลยและนายชยันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ห้องพักในไร่ ส. เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันมีลักษณะลามกที่จำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางบันทึกไว้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.3 จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ตามฟ้องของโจทก์ข้อ 1.3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปอีกว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานหนัก และไม่ลดโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยก่อนลดโทษในความผิดฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม จำคุก 2 ปี ฐานผลิต มีไว้หรือเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเพื่อการค้า จำคุก 2 ปี และศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามเพราะมีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เนื่องจากศาลนำข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ยอมรับเกี่ยวกับการกระทำความผิดมารับฟังประกอบดุลพินิจในการวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีของศาลมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา