คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3346/2569

ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตัวเอง ผู้ซื้อต่อจะได้ที่ดินไหม ?

คดีแพ่ง มรดกและพินัยกรรม

ฎีกาย่อ

ก่อนถึงแก่ความตาย ว. เจ้ามรดก บอกแก่ทายาทว่าให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 94427 ของ ว. และโฉนดเลขที่ 41181 ของ ส. ภริยา ว. ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วให้แก่ ช. แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 94425 และเลขที่ 94426 ของ ว. ให้แก่จำเลยที่ 1 กับแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 41182 ของ ว. ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อ ว. ถึงแก่ความตาย โจทก์ จำเลยที่ 1 และ ช. ได้ตกลงแบ่งที่ดินไปตามคำบอกของ ว. โดยจำเลยที่ 1 และ ช. จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ตนเองไปแล้ว ส่วนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นโจทก์ได้ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยตั้งแต่ก่อน ว. ถึงแก่ความตาย และหลังจากนั้นก็พักอาศัยอยู่ในสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตลอดมา ถือได้ว่าได้มีการแบ่งปันมรดกของ ว. โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แม้การแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวจะไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลฟ้องร้องบังคับกันได้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 กลับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการมรดก อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่และนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทั้งไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งแม้จะรับซื้อมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาตามคำขอบังคับในส่วนนี้ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

ฎีกาเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้กรรมสิทธิ์ของที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขาย นิติกรรมไถ่ถอนการขายฝากวันที่ 14 กันยายน 2563 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้สัญญากับจำเลยที่ 2 ผู้รับสัญญา และระหว่างจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อฝากกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ไถ่ถอน เพิกถอนนิติกรรมขายฝากจดทะเบียนวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้สัญญากับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับสัญญา เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกจดทะเบียนวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้สัญญาและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชัย กับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับสัญญาในที่ดินโฉนดเลขที่ 41182 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทั้งนี้เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่น 2 ใน 3 ส่วนเท่านั้น ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนดังกล่าวโดยชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนเพิกถอนให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชัย ซึ่งเป็นมรดกของโจทก์และทายาทอื่น 2 ใน 3 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีโดยได้รับยกเว้นบางส่วนนั้น ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้ตกแก่โจทก์ทั้งแปลง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยที่ 2 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า นายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ เป็นบุตรของนายวิชัยกับนางสมควร นายวิชัยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 มีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 94425, 94426 และ 94427 และที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41182 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นตึกแถวชั้นเดียวเลขที่ 60/3 ส่วนนางสมควรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 มีทรัพย์มรดก คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41181 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัยตามคำสั่งศาลได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 94427 ให้แก่นายชนินทร์ และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 94425, 94426 และ 41182 ให้แก่ตนเอง ตามลำดับ ส่วนนายชนินทร์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมควรตามคำสั่งศาลได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 41181 ให้แก่ตนเอง วันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41182 ให้แก่ตนเอง คือ วันที่ 31 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 14 กันยายน 2563 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ขายฝากที่ดินพิพาทและจดทะเบียนขายแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ต้องโทษจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 แล้วพ้นโทษเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และกลับมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 60/3 ซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบหักล้างว่าไม่มีการตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อนายวิชัยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนายวิชัยและนางสมควรซึ่งเป็นบิดามารดาตามที่นายวิชัยบอกไว้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ..." ดังนี้ การแบ่งปันทรัพย์มรดกกระทำได้ 3 วิธี กล่าวคือ วิธีที่ 1 ทายาทต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ซึ่งกรณีนี้ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือก็บังคับได้ วิธีที่ 2 โดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท และวิธีที่ 3 โดยสัญญาที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ คดีนี้การแบ่งทรัพย์มรดกไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ แต่จำเลยที่ 1 และนายชนินทร์ต่างจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 และนายชนินทร์ตามที่ตกลงกัน อันเป็นการเข้าครอบครองทรัพย์มรดกเป็นส่วนสัด ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41182 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นมรดกของนายวิชัย จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนให้แก่ตนเอง ไม่ได้จดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน แต่โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 60/3 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท โดยโจทก์ย้ายเข้ามาอยู่ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นเวลาก่อนนายวิชัยถึงแก่ความตาย ดังนี้ แม้โจทก์ต้องโทษจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 แต่เมื่อนายวิชัยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกัน โดยโจทก์ยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทตลอดมา ถือได้ว่าโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งกันแล้ว ดังนั้น เมื่อนายชนินทร์ จำเลยที่ 1 และโจทก์ต่างเข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามที่ตกลงแบ่งเป็นส่วนสัด ข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกจึงมีผลฟ้องร้องบังคับกันได้ ที่ดินมรดกจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทแต่ละคน โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาททั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชัยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกรู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กลับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อการจัดการมรดกให้แก่ทายาทตามข้อตกลง อันเป็นการกระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดก และนอกขอบอำนาจของผู้จัดการมรดก จึงเป็นการกระทำหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างฟ้องเรียกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาตามคำขอบังคับในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

ฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้องแยกตามกฎหมายและมาตรา

ป.พ.พ. มาตรา 1336, มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง

แหล่งที่มา

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

https://deka.supremecourt.or.th/