เรียกค่าชดเชย
และค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้หรือไม่ ?
ตัวอย่างเรื่อง เรียกค่าชดเชย จากคำพิพากษาศาลฎีกา 1162/2569
สรุปฎีกาแบบเข้าใจง่าย
อดีตประธานบริษัทซึ่งทำงานกับบริษัทและบริษัทในเครือมานานกว่า 20 ปี เกษียณอายุเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 วันที่เลิกจ้าง เขาลงชื่อในเอกสารรับเงิน 1,274,488 บาท พร้อมข้อความว่าได้รับเงินเต็มจำนวนแล้วและจะไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานอีก ต่อมาเขาฟ้องเรียกค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ หลายรายการ
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เรียกค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันล่วงหน้าเพื่อยกเว้นสิทธินี้ไม่ได้ แต่คดีนี้เป็นการตกลงเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดแล้ว ลูกจ้างรู้จำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ และตัดสินใจได้โดยอิสระ เอกสารรับเงินจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ใช้บังคับได้ สิทธิเรียกร้องที่สละไว้ระงับสิ้นไป ศาลฎีกาจึงให้ยกฟ้องในส่วนค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี
คำฟ้องของโจทก์
โจทก์ (อดีตประธานบริษัท) ฟ้องให้จำเลย (บริษัทนายจ้าง) จ่ายเงินหลายรายการ ได้แก่
โบนัส 3,847,439.76 บาท
ค่าชดเชย 6,205,548 บาท
ค่าภาษีเงินได้ที่จำเลยหักไว้ 1,140,677.24 บาท
ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม 1,087,711.40 บาท
ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 620,554.80 บาท
ค่าตอบแทนพิเศษ 9,269,594.80 บาท
ค่าเสียหาย 5,000,000 บาท
ค่าภาษีเงินได้ 9,510,034.10 บาท พร้อมภาษีที่จะเกิดในอนาคต
ดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับเงินบางรายการ และร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับอีกบางรายการ
คำให้การและแนวทางต่อสู้ของจำเลย
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ในชั้นฎีกา จำเลยยกประเด็นสำคัญว่า
เอกสารรับเงิน ล.3 และ ล.4 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งทำให้สิทธิเรียกร้องที่แต่ละฝ่ายยอมสละระงับสิ้นไป ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยในข้อนี้แล้ว
การที่ศาลอุทธรณ์ถือว่าการสละสิทธิค่าชดเชยและค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนฯ เป็นโมฆะนั้นไม่ชอบ เพราะโจทก์รู้เนื้อหาและสมัครใจทำข้อตกลง จึงผูกพันตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา
ประเด็นสำคัญในฎีกา
สละสิทธิล่วงหน้าไม่ได้: ค่าชดเชยและค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างกับลูกจ้างตกลงล่วงหน้ายกเว้นไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150)
แต่ตกลงหลังสัญญาจ้างสิ้นสุดได้: เมื่อเลิกจ้างเพราะเกษียณแล้ว เกิดหนี้ที่นายจ้างต้องจ่าย ลูกจ้างตกลงระงับข้อพิพาทและยอมสละสิทธิได้
เอกสารรับเงินเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ (มาตรา 850) และทำให้สิทธิที่สละไว้ระงับสิ้นไป (มาตรา 852)
ข้อเท็จจริงที่ศาลให้น้ำหนัก: โจทก์เป็นประธานบริษัท ตำแหน่งสูงสุด ค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 12,856 ดอลลาร์สหรัฐ ทำงานมากกว่า 20 ปี รู้ว่าเป็นวันทำงานวันสุดท้าย ไม่อยู่ในภาวะเกรงกลัวนายจ้าง และรู้จำนวนเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ
ผลของคดีแต่ละชั้นศาล
ศาลแรงงานภาค 1: พิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน: แก้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 6,170,832 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1,087,711.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (8 ตุลาคม 2563) เพราะเห็นว่าการสละสิทธิสองรายการนี้เป็นโมฆะ
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน: แก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น นอกจากนี้ให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ ซึ่งยืนตามศาลแรงงานให้ยกฟ้องส่วนอื่น ผลสุดท้ายเป็นประโยชน์แก่จำเลย
เหตุผลของศาลฎีกา
หลักกฎหมาย: ศาลฎีกายอมรับว่าการตกลงล่วงหน้ายกเว้นสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นโมฆะ แต่ไม่ใช่กรณีของคดีนี้
เวลาที่ทำข้อตกลง: จำเลยเลิกจ้างเพราะเกษียณวันที่ 31 สิงหาคม 2563 สัญญาจ้างสิ้นสุดวันนั้น และเกิดหนี้ที่นายจ้างต้องชดใช้ การตกลงจึงเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ ไม่ใช่การสละสิทธิล่วงหน้า
ลักษณะของข้อตกลง: ล.4 ให้จำเลยจ่าย 1,274,488 บาท โจทก์ลงชื่อว่าได้รับเงินเต็มจำนวนและไม่เรียกร้องเงินใด ๆ จากการทำงานอีก ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
ความสมัครใจ: ตำแหน่งและประสบการณ์ของโจทก์ รวมถึงการลงชื่อในวันทำงานวันสุดท้าย แสดงว่าตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องเกรงกลัวนายจ้างอีกต่อไป
ผลทางกฎหมาย: สัญญาใช้บังคับได้ ข้อตกลงไม่ขัดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สิทธิเรียกร้องที่สละไว้ระงับสิ้นไป โจทก์จึงเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีกไม่ได้