บทความ
ฟ้องหย่าต่างชาติ

ฟ้องหย่าคู่สมรสที่เป็นคนต่างสัญชาติ
จากบทความ “ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ” ที่ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ ได้เขียนถึงขั้นตอนการฟ้องหย่าคู่สมรสที่เป็นคนต่างสัญชาติอย่างเป็นระบบให้ทราบตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนฟ้อง, การดำเนินคดีในศาลไทย (สำหรับคนไทยที่กำลังคิดจะจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ หรือ มีการจดทะเบียนสมรสไปแล้วแต่อาจจะมีแนวโน้มว่าจะไปต่อกันไม่ได้) เพื่อจะได้เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเอกสารให้ครบถ้วนนั้น
บทความนี้ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดยเฉพาะมาตรา 27 ซึ่งระบุว่า “ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายอนุญาตให้หย่าได้” เป็นกฎหมายที่ค่อนข้างมีความสำคัญต่อการฟ้องหย่าระหว่างคู่สมรสชาวไทยกับชาวต่างชาติ หรือ คู่สมรสชาวต่างชาติกับชาวต่างชาติ เป็นอย่างมาก เพราะโจทก์นอกจากจะมีเหตุแห่งการฟ้องหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ด้วยแล้ว โจทก์จะต้องนำสืบด้วยว่ากฎหมายของประเทศตามสัญชาติของจำเลยอนุญาตให้หย่าได้หรือไม่ หากนำสืบไม่ได้ หรือ ไม่นำสืบเลย ศาลไทยไม่มีอำนาจพิพากษาให้หย่าได้ โดยจะนำกรณีตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทย มาสรุปสาระสำคัญให้ท่านอ่านดังนี้ครับ :
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566
การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า “ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า” ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182
—————————————-
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์มิให้กีดกันการที่จำเลยพบบุตรผู้เยาว์ และให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ให้จำเลยเป็นผู้ดูแลจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์หรือจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่จำเลยสามารถพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนสัญชาติอังกฤษ โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ก. เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2556 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่าโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทอดทิ้งโจทก์และบุตรผู้เยาว์ไปโดยจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรผู้เยาว์ การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและอับอายอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 มาพิพากษายกฟ้องโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า กฎหมายประเทศอังกฤษห้ามมิให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดกัน ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อต่อสู้ดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าว จึงไม่ต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 มาใช้บังคับ เห็นว่า การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า “ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า” ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นในเบื้องต้นต้องได้ความก่อนว่า กฎหมายของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นสัญชาติของจำเลยมีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษสามารถหย่าหรือฟ้องหย่ากันได้ ศาลจึงจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายไทยอันเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่าต่อไป ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยไม่อาจพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่ามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566 จึงสรุปได้ดังนี้
1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง : การหย่าระหว่างคู่สมรสที่มีสัญชาติแตกต่างกันในประเทศไทยจะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดยเฉพาะมาตรา 27 ซึ่งระบุว่า “ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายอนุญาตให้หย่าได้” และต้องมี เหตุฟ้องหย่า คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ด้วย
2. ภาระการพิสูจน์ : โจทก์มีภาระในการพิสูจน์ว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยอนุญาตให้หย่าได้ และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย ซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์
3. การตัดสินของศาล : ศาลชั้นต้นไม่สามารถพิพากษาให้หย่ากันได้ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้นำสืบว่ากฎหมายอังกฤษอนุญาตให้หย่าได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์จึงได้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่า
4. การฎีกา : โจทก์ได้ฎีกาโดยอ้างว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เกี่ยวกับกฎหมายอังกฤษ แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์อ้างถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ในการยกฟ้องโจทก์นั้นเป็นการถูกต้อง
5. ผลการตัดสิน : ศาลฎีกาได้ยืนยันคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นไม่สามารถพิพากษาให้หย่ากันได้ เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ากฎหมายอังกฤษอนุญาตให้หย่าได้
คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในการชี้ให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการหย่าระหว่างคู่สมรสที่มีสัญชาติแตกต่างกันในประเทศไทย




