บทความ

ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ

ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ

ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงไทยกับชาวต่างชาติเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีมาอย่างยาวนาน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามความสะดวกในการเดินทาง การสื่อสารข้ามพรมแดน และโลกดิจิทัล สาเหตุที่หญิงไทยจำนวนหนึ่งเลือกสมรสกับชาวต่างชาติ มิได้เกิดจากเหตุผลเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัย ดังนี้ครับ         

หญิงไทยจำนวนไม่น้อยมองว่าชายชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมระหว่างคู่สมรส เคารพความคิดเห็นของผู้หญิง แบ่งหน้าที่ในครอบครัวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน หญิงไทยบางส่วนเชื่อว่าการสมรสกับชาวต่างชาติสามารถนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โอกาสในการอยู่อาศัยหรือทำงานในต่างประเทศ การเข้าถึงระบบสวัสดิการ การศึกษา และการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสเป็นชาวยุโรป อเมริกา หรือประเทศที่มีรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง ความคาดหวังด้านคุณภาพชีวิตจึงเป็นแรงจูงใจสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เมื่อความรักที่ไร้พรมแดนดำเนินไปสู่ชีวิตสมรส มีการจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและใช้ชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุข แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา หรือทัศนคติ อาจกลายเป็นรอยร้าว โดยเฉพาะปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ “การสมัครใจแยกกันอยู่เป็นเวลานาน, การจงใจทิ้งร้าง, การมีชู้หรือมีคนรักใหม่ หรือแม้แต่การหลอกให้จดทะเบียนสมรสเพื่อประโยชน์ด้านวีซ่าหรือการพำนักในประเทศไทย” เมื่อคู่สมรสชาวต่างชาติเดินทางกลับประเทศของตนและขาดการติดต่อไป ทิ้งให้คู่สมรสชาวไทยต้องเผชิญกับความยุ่งยากทางกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องการหย่า, การจัดการทรัพย์สิน และการใช้อำนาจปกครองบุตร

บทความนี้ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ เขียนขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบาย ขั้นตอนการฟ้องหย่าคู่สมรสที่เป็นคนต่างสัญชาติอย่างเป็นระบบให้ทราบตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนฟ้อง การดำเนินคดีในศาลไทย สำหรับคนไทยที่กำลังคิดจะจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ หรือมีการจดทะเบียนสมรสไปแล้วแต่อาจจะมีแนวโน้มว่าจะไปต่อกันไม่ได้ จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเอกสารให้รอบคอบเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาฟรีครับ

1. เหตุแห่งการฟ้องหย่า : แม้คู่สมรสจะเป็นคนต่างสัญชาติ แต่เมื่อยื่นฟ้องต่อศาลไทย เหตุฟ้องหย่าต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 นะครับ เหตุที่พบได้บ่อยในคดีหย่าชาวต่างชาติ ได้แก่
– การสมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี
– การจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี
– ไม่อุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสหรือบุตร
– ประพฤติชั่ว มีชู้ หรือมีคู่รักใหม่
– กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
อย่างไรก็ตาม การมีเหตุหย่าตามกฎหมายไทยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนต่างสัญชาติ ยังต้องพิจารณากฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายควบคู่กันไปด้วย

2. หลักการสำคัญตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481
ในการพิจารณาคดีหย่าที่มีคู่กรณีเป็นชาวต่างชาติ ศาลไทยจะนำหลักกฎหมายขัดกันมาใช้บังคับ โดยมีมาตราสำคัญที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ :
มาตรา 26 : การหย่าโดยความยินยอม “การหย่าโดยความยินยอมย่อมสมบูรณ์ ถ้ากฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้” มาตรานี้ใช้กับกรณีการหย่าโดยความตกลง (การหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514) ซึ่งหากมีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเป็นชาวต่างชาติ การหย่าจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายยอมให้มีการหย่าโดยความยินยอมได้

มาตรา 27 : การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล (การฟ้องหย่า) “ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า” นี่คือมาตราหลักสำหรับกรณีการฟ้องหย่าในศาลไทย ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 2 ประการที่ศาลไทยต้องพิจารณาควบคู่กัน :

– กฎหมายสัญชาติของคู่สมรส : ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ก็ต่อเมื่อ กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่าย ยอมให้มีการหย่าได้ (เป็นหลักการตัดอำนาจศาลไทย หากกฎหมายสัญชาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อนุญาตให้มีการหย่า)

– กฎหมายที่ใช้บังคับแก่เหตุหย่า : เหตุแห่งการหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า นั่นคือ กฎหมายไทย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516)

3. ภาระการพิสูจน์และแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ จากการบังคับใช้มาตรา 27 ทำให้เกิดภาระการพิสูจน์ที่สำคัญสำหรับโจทก์ผู้ฟ้องหย่า ดังนี้ : ภาระการพิสูจน์กฎหมายสัญชาติของจำเลย เมื่อโจทก์ (คนไทยหรือชาวต่างชาติ) ยื่นฟ้องหย่าต่อศาลไทย โจทก์มีหน้าที่ ภาระการพิสูจน์ ให้ได้ว่า : กฎหมายไทย (สัญชาติของฝ่ายหนึ่ง) ยอมให้มีการหย่าได้ และกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย (อีกฝ่ายหนึ่ง) ก็ยอมให้มีการหย่าได้

การพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ ต้องกระทำโดยการคัดลอกตัวบทกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย (ที่ไม่ใช่ประเทศไทย) พร้อมคำแปลภาษาไทยอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอต่อศาลไทย

ผลของการไม่นำสืบกฎหมายต่างประเทศ หากโจทก์ไม่สามารถนำสืบและพิสูจน์กฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลยให้เป็นที่พอใจแก่ศาลได้ว่ากฎหมายนั้นยอมให้หย่าได้ ศาลไทยจะต้องมีคำพิพากษา ยกฟ้อง เพราะถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องของอำนาจฟ้องและหลักกฎหมายตามมาตรา 27 เป็นบทตัดอำนาจของศาลไทย

ข้อสังเกต : การไม่ใช้มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ขัดกันแห่งกฎหมายฯ
ในกรณีนี้ ศาลไทยไม่สามารถนำหลักเกณฑ์ตามมาตรา 8 มาใช้โดยอนุโลมได้ (มาตรา 8 บัญญัติว่า ในกรณีที่จะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ ถ้ามิได้พิสูจน์กฎหมายนั้นให้เป็นที่พอใจแก่ศาล ให้ใช้กฎหมายแห่งประเทศสยาม) เนื่องจากหลักการของมาตรา 27 เป็นหลัก ตัดอำนาจ ศาลในการพิจารณาคดีหย่าโดยเด็ดขาด หากไม่เข้าเงื่อนไขว่ากฎหมายสัญชาติทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ การฟ้องหย่าจึงต้องถูกยกฟ้อง

4. การเตรียมเอกสารก่อนฟ้องหย่าชาวต่างชาติ (สำคัญมาก)
เอกสารที่ควรเตรียมมีดังนี้…..
1. บัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรสชาวไทย
2. สำเนา Passport ของคู่สมรสชาวต่างชาติ (จำเลย) พร้อมคำแปลภาษาไทย (รับรองคำแปล)
3. ทะเบียนสมรส (สำคัญมาก: หากจดในต่างประเทศ ต้องแปลและรับรองนิติกรณ์จากกงสุลไทยและกระทรวงต่างประเทศก่อน)
4. บันทึกฐานะแห่งครอบครัว (คร.22) (ถ้ามี)
5. หนังสือรับรองโสดของชาวต่างชาติ (เป็นเอกสารสำคัญสำหรับตรวจสอบภูมิลำเนาที่อยู่นอกราชอาณาจักรของชาวต่างชาติ)
6. ผลการสืบค้นข้อมูลการเดินทางเข้า–ออกราชอาณาจักรไทย (ขอโดยทนายความจะขอศาลออกหมายเรียกไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
7. ข้อมูลที่อยู่ของจำเลยในต่างประเทศ พร้อมแปลภาษาไทย ใช้ข้อมูลแนบท้ายทะเบียนสมรสได้ หรือ บางกรณีไม่มีข้อมูลแนบท้ายก็ต้องใช้ข้อมูลจาก ข้อ 5. หนังสือรับรองโสดของชาวต่างชาติ
8. หลักฐานทรัพย์สินสมรส (ถ้ามี)
9. สูติบัตรบุตร (ถ้ามี)
10. หนังสือเปลี่ยนชื่อ–สกุล (ถ้ามี)
11. หนังสือสัญญาหย่า (ถ้ามี)
12. ใบเปลี่ยนชื่อตัว–สกุล (ถ้ามี)
13. กฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย (ที่ไม่ใช่ประเทศไทย) พร้อมคำแปลภาษาไทยอย่างถูกต้อง

5. การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง (ขั้นตอนที่ยุ่งยากมากที่สุด)
เพราะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คดีช้าหรือเร็วอยู่ที่ขั้นตอนนี้ เพราะถ้าส่งหมายให้จำเลยไม่ได้ กระบวนการพิจารณาก็เริ่มไม่ได้

5.1 กรณีจำเลยมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ส่งหมายโดยเจ้าพนักงานศาลไปยังที่อยู่จำเลยได้เลย (ง่ายและเร็ว)
5.2 กรณีจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย (พบปัญหาบ่อยที่สุด) คือ ไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบัน / สถานทูตปฏิเสธให้ข้อมูล (เหตุผลอ้าง PDPA) / สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่มีข้อมูลที่อยู่ของชาวต่างชาติ

แนวทางปฏิบัติในการหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปต่างประเทศ
– จะใช้ที่อยู่ที่ปรากฏในทะเบียนสมรส หรือ เอกสารทางราชการ หรือ หนังสือรับรองโสดของชาวต่างชาติ
– ยื่นคำร้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 83 จัตวา ภายใน 7 วันนับแต่วันฟ้อง

การส่งหมายจะเรียกและสำเนาคำฟ้องจะต้องส่งหมายข้ามประเทศ
การส่งหมายจะเรียกและสำเนาคำฟ้องจะต้องส่งหมายข้ามประเทศตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 83 ทวิ – 83 อัฏฐ โดยแบ่งเป็นกรณีดังนี้ :
– การจัดส่งหมายเรียกและคำฟ้องตั้งต้นคดี เอกสารแนบท้าย ให้แก่จำเลย โจทก์ต้องทำคำแปลหมายเรียก คำฟ้องตั้งต้นคดีและเอกสารแนบท้ายที่จะส่งไปยังประเทศที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยชาวต่างชาติ เป็นภาษาราชการของประเทศนั้นหรือเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งคำรับรองคำแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลพร้อมกับคำร้องดังกล่าว และวางเงินค่าใช้จ่ายไว้ต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด

+ กรณีประเทศที่ไทยมีความตกลงความร่วมมือทางแพ่ง
เช่น (เกาหลี, อินโดนีเซีย, จีน, ออสเตรเลีย, สเปน, เวียดนาม)
– วิธีส่งโดย วิถีทางการทูต (ผ่านสำนักงานศาลยุติธรรม + กระทรวงการต่างประเทศ) โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาท ศาลจะมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อาจจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือนนับแต่วันฟ้องคดี

+ กรณีประเทศที่ไทยไม่มีความตกลงความร่วมมือทางแพ่ง
– วิธีส่งโดย
(1) ไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ (EMS World): ของไปรษณีย์ไทย โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาท ศาลจะมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อาจจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน นับแต่วันฟ้องคดี
(2) ผู้ประกอบกิจการรับส่งพัสดุภัณฑ์ (Private Courier): เช่น FedEx, DHL (ต้องเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้และมีระบบติดตามผล) โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาท ศาลจะมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อาจจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน นับแต่วันฟ้องคดี
(3) วิถีทางการทูต (Diplomatic Channel): ผ่านสำนักงานศาลยุติธรรม + กระทรวงการต่างประเทศ โจทก์เป็นผู้วางเงินค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาท ศาลจะมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรก อาจจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน นับแต่วันฟ้องคดี

5.3 หากส่งหมายไม่ได้ ทางแก้สุดท้าย : หากส่งหมายไม่ได้เพราะไม่มีผู้รับ หรือ ไม่ทราบที่อยู่แน่ชัด หรือไม่ปรากฏผลในระยะเวลาอันสมควร ทนายความจะแถลงต่อศาลถึงเหตุขัดข้อง เพื่อขอศาลมีคำสั่งให้ “ส่งโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่ศาล” (หรือประกาศโฆษณา) แทน ซึ่งจะมีผลทางกฎหมายเมื่อพ้น 60 วัน หรือ อาจจะพิจารณาถอนฟ้องไว้ก่อน แล้วกลับมาฟ้องใหม่เมื่อมีข้อมูลพร้อม

6. การนับระยะเวลาของการส่งหมาย
– ส่งหมายไปต่างประเทศ : ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันส่ง (หรือ ส่งโดยวิธีอื่นแทนการส่งให้แก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลา 75 วัน นับแต่วันที่ได้มีการส่งโดยวิธีอื่น) (มาตรา 83 เบญจ)
– ปิดประกาศ : ให้มีผลใช้ได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศไว้ที่ศาล (มาตรา 83 อัฎฐ วรรคสอง)

7. เขตอำนาจศาลและระยะเวลาดำเนินคดี
– เขตอำนาจศาล : ฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัว “มูลคดีเกิด” (สถานที่จดทะเบียนสมรส หรือ บ้านที่เคยอยู่ร่วมกันครั้งสุดท้าย) หรือ “ภูมิลำเนาโจทก์” (หากจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในไทย)
– ระยะเวลารวม : คดีฟ้องหย่าต่างชาติใช้เวลาประมาณ 8 เดือน – 1 ปี (นานกว่าคดีปกติ 2-3 เท่า เพราะเสียเวลากับการส่งหมาย)

8. ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
– ค่าธรรมเนียมศาล 200 บาท
– ค่าทนายความ (ขึ้นอยู่กับความยากง่าย) สอบถามทนายเจตน์สฤษฎิ์ ได้ที่ Line ID : @280cwfgf
– ค่าล่าม
– ค่าแปลภาษา หน้าละประมาณ 800 – 1000 บาท
– ค่าส่งหมาย (5000 – 10000 บาท)
– ค่าใช้จ่ายอื่นตามคดี

สรุป
การฟ้องหย่าคู่สมรสที่เป็นชาวต่างชาติเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนสูง ต้องอาศัยความรู้ทั้งกฎหมายครอบครัว กฎหมายขัดกัน และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การเตรียมตัวที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยลดเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงในคดีได้อย่างมาก หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถปรึกษาทนายความเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ Line ID : @280cwfgf

ติดต่อ ทนายความ เพื่อฟ้องคดี ต่อสู้คดี ทั่วราชอาณาจักร

ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ

ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ

ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ