บทความ

ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทนได้

ฟ้องชู้

ฟ้องชู้ เรียกค่าทดแทนจากชู้ได้ ตามกฎหมายใหม่ (สมรสเท่าเทียม) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568

นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของกฎหมายครอบครัวไทย ที่ไม่ได้มีเพียงแค่การอนุญาตให้คนทุกเพศสมรสกันได้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการ “ปฏิรูปสิทธิการฟ้องชู้” ให้มีความเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายเดิมมีการเลือกปฏิบัติ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง (เดิม)
“สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามี ในทำนองชู้สาวก็ได้”

แยกเป็น 2 กรณี ดังนี้
1) กรณีที่มีการล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาว แม้ยังไม่ถึงกับการร่วมประเวณีกันที่จะเรียกว่าภริยามีชู้นั้น สามีก็มีสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาว โดยไม่ต้องฟ้องหย่าภริยา คำว่า “ล่วงเกินในทำนองชู้สาว” หมายถึง จับต้องตัวกันทางเพศในทำนอง ชู้สาว เช่น นอนกอดกับภริยาผู้อื่นในทางชู้สาวหรือถึงขั้นร่วมประเวณีกับภริยาผู้อื่นก็ล้วนแต่ต้องถือว่าล่วงเกินภริยาของเขาในทำนองชู้สาว ซึ่งสามีเรียกค่าทดแทนได้ทั้งสิ้น
2) กรณีหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์ กับสามีในทำนองชู้สาว ภริยามีสิทธิเพียงเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่า มีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวเท่านั้น ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากสามีไม่ได้ และหาก การกระทำของหญิงอื่นกับสามีมีลักษณะเป็นการลักลอบและพยายามปกปิดการกระทำให้ทราบกัน ตามลำพังระหว่างหญิงอื่นกับสามี ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำให้น่าเชื่อว่าอาจมีความสัมพันธ์กันในทำนองชู้สาวก็ตาม การกระทำดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าหญิงอื่นนั้นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว ภริยาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นดังกล่าว

ซึ่งผิดกับกรณีสามีเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยา และไม่จำเป็นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย แต่กรณีภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น ต้องสมัครใจมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวโดยเปิดเผยด้วย ซึ่งเป็นการกำหนดสิทธิการเรียกค่าทดแทนของภริยาให้แตกต่างจากสิทธิการเรียกค่าทดแทนของสามี เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่รับรองสิทธิในการเรียกค่าทดแทนระหว่างสามีและภริยาแตกต่างกัน

จากข้อแตกต่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง คุ้มครอง สิทธิของชายผู้เป็นสามีและหญิงซึ่งเป็นภริยาอย่างไม่เท่าเทียมกัน โดยให้ความคุ้มครองแก่สามีมากกว่า จึงเป็นการปฏิบัติต่อสิ่งซึ่งมีสาระสำคัญอย่างเดียวกันให้แตกต่างกัน เป็นการปฏิบัติต่อสามีและภริยาอย่างไม่เสมอกันในกฎหมาย ให้ความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ชายและหญิงมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นการขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 13/2567 ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตน มีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้” ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 | มาตรา 27
วรรค 1. “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน”
วรรค 2. “ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน”
วรรค 3. “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้”

ในวันเดียวกันนั้นเองที่ประชุมวุฒิสภามีมติ “เห็นชอบ” ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยร่างดังกล่าวยกเลิกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๒๓ ทั้งมาตราและระบุว่าให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 (สมรสเท่าเทียม)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 (ใหม่)

วรรค 1. เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น

วรรค 2. “คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้ หรือจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้ก็ได้

ปัจจุบันกฎหมายดังกล่าว มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567    ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 1523 ใหม่ ที่บัญญัติให้ใช้คำว่า “คู่สมรส” แทนคำว่า “สามี” และ “ภริยา” และใช้คำว่า “ผู้” แทนหญิงอื่น ซึ่งครอบคลุมทุกเพศสภาพ (LGBTQ+) ตามหลักการของกฎหมายสมรสเท่าเทียม จึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญตามกฎหมายเดิมอีก

กรณีภริยาฟ้องชู้ = ภริยาสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ (ไม่จำกัดเพศ) มาล่วงเกินสามีไปในทำนองชู้ ไม่ว่าจะเปิดเผยหรือไม่ ก็สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนได้
กรณีสามีฟ้องชู้ = สามีสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ (ไม่จำกัดเพศ) มาล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้ ไม่ว่าจะเปิดเผยหรือไม่ ก็สามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่โดนนอกใจสามารถฟ้องหย่าและฟ้องชู้ได้ทั้งสองทาง ยกตัวอย่างเช่น หากฝ่ายภริยาโดนนอกใจก็จะสามารถเรียกค่าทดแทนจากทั้งสามีและภริยาน้อยได้ ทั้งนี้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อภริยาตามกฎหมายต้องฟ้องหย่าสามีและศาลพิพากษาให้ภริยาหย่าขาดจากสามีก่อน แต่ถ้าหากภริยาหย่ากับสามีด้วยความยินยอมโดยจดทะเบียนการหย่าแล้ว ภริยาจะฟ้องสามี (ที่นอกใจ) แล้วเรียกค่าทดแทนจากสามีไม่ได้ ส่วนกรณีที่หากภริยาไม่ฟ้องหย่าสามี ภริยามีสิทธิเพียงเรียกค่าทดแทนจากภริยาน้อยที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวเท่านั้น ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากสามีไม่ได้

หลักฐานสำหรับการฟ้องชู้ ที่จะต้องเตรียมมีอะไรบ้าง ?
1. สำเนาใบสำคัญการสมรส
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฟ้องคดี
3. สำเนาใบเปลื่ยนชื่อของเรา หรือของคู่สมรส
4. ทะเบียนบ้านของผู้ฟ้องคดี
5. สูติบัตร (เฉพาะในกรณีมีบุตรด้วยกัน)
6. หลักฐานเกี่ยวกับอาชีพรายได้ของเราและคู่สมรส เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน
7. หลักฐานเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาของเราและคู่สมรส เช่น สำเนาใบปริญญาบัตร
8. หลักฐานเกี่ยวกับการมีฐานะทางสังคมของเราและคู่สมรส เช่น การดำรงตำแหน่งนักการเมือง การประกอบอาชีพดารา หรืออาชีพที่มีคนรู้จักเป็นจำนวนมาก
9. หลักฐานเกี่ยวกับการจัดงานแต่งงาน

หลักฐานเกี่ยวกับการเป็นชู้
1. หลักฐานการสนทนาระหว่างชู้กับคู่สมรสทางโทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชั่นไลน์ เว็บไซด์เฟซบุ๊ก แอพพลิเคชั่นหาคู่ ฯลฯ ๆ
2. หลักฐานรูปคู่ วิดีโอ ภาพถ่ายที่ได้จาการสืบชู้ ที่แสดงให้เห็นว่าตัวชู้กับคู่สมรส มีความสัมพันธ์กัน
3. หลักฐานการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ของคู่สมรส เช่น ใบเสร็จค่าที่พัก หลักฐานบันทึกการเดินทางจาก Google Map
4. หลักฐานการซื้อทรัพย์สินให้กันระหว่างชู้กับคู่สมรส
5. หลักฐานการโอนเงินให้กันระหว่างชู้กับคู่สมรส
6. ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ติดต่อกัน
7. หลักฐานการถ่ายรูปของชู้ที่เป็นรูปเดี่ยว แต่อยู่ในสถานที่ของคู่สมรส หรือถ่ายรูปติดทรัพย์สินของคู่สมรส
8. พยานบุคคล เพื่อนบ้านหรือคนสนิทที่เห็นพฤติกรรมการเป็นชู้
9. อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ หลักฐานการเป็นชู้ ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นแสดงว่าชู้กับคู่สมรสมีเพศสัมพันธ์กัน

หลักพิจารณาในการกำหนดค่าทดแทนจากการเป็นชู้ ได้แก่
– ฐานะทางสังคม อาชีพการงาน การศึกษาของทุกฝ่าย ทั้งคู่สมรสและตัวชู้ ซึ่งหากมีฐานะทางสังคมสูง การศึกษาสูง หน้าที่การงานดี ก็ย่อมมีค่าทดแทนสูงตามไปด้วย
– ระยะเวลาที่แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกัน (ยิ่งนานยิ่งมีค่าทดแทนสูง)
– มีการจัดงานแต่งงานหรือไม่ (ถ้ามีการจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ มีผู้มาร่วมงานเป็นจำนวนมากก็จะมีค่าทดแทนสูงตามไปด้วย)
– การมีบุตรร่วมกัน
– ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวก่อนเกิดเหตุการณ์มีชู้ (เช่น ครอบครัวมีความสุขและรักใคร่กันดี)
– ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวหลังเกิดเกตุการณ์มีชู้ (เช่น ครอบครัวแตกสลายและบุตรขาดความรักจากครอบครัว)
– การเปิดเผยความสัมพันธ์ในการเป็นชู้ (ยิ่งถ้ามีการเปิดเผยต่อสาธารณะก็มีค่าทดแทนสูงตามไปด้วย)
– ระยะเวลาเป็นชู้
– ผู้ซึ่งเป็นชู้จะต้องรู้ว่ากำลังเป็นชู้ และผู้ซึ่งเป็นชู้ก็ยังจงใจละเมิดสิทธิคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย (หากไม่รู้ว่ากำลังเป็นชู้กับคู่สมรสผู้อื่น ก็อาจจะเรียกค่าทดแทนได้น้อยหรือไม่ได้เลย)
– ความสำนึกผิดหลังถูกจับได้ว่าคบชู้
– มีการฟ้องหย่า เพื่อเรียกทรัพย์สินจากอีกฝ่าย (คู่สมรส) ร่วมด้วยหรือไม่

โดยศาลจะพิจารณาจากองค์ประกอบเหล่านี้เพื่อกำหนดค่าทดแทนว่าการคบชู้นั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและครอบครัวมากน้อยแค่ไหน และหากดำเนินการฟ้องชู้โดยคู่สมรสไม่ประสงค์ฟ้องหย่าด้วยก็จะไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสที่คบชู้ได้ ส่วนปัญหาว่าการกระทำของชู้ (จำเลย) จะถือเป็นการล่วงเกินคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไปในทำนองชู้หรือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้หรือไม่ ? ย่อมเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ (โจทก์) มีภาระการพิสูจน์และขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในแต่ละคดีไป

ข้อยกเว้น ตามมาตรา 1523 วรรคสาม “ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้อีกฝ่ายหนึ่งกระทำการตามมาตรา 1516 (1) หรือให้ผู้อื่นกระทำการตามวรรคสอง คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้

อายุความของคดี ฟ้องชู้” นั้น ตามกฎหมายระบุไว้ว่า มีอายุความ 1 ปี โดยนับจากวันที่ผู้เสียหายทราบถึงความสัมพันธ์ทำนองชู้สาวนั้น

หมายเหตุ : กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับวันที่ 23 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ดังนั้น การฟ้องร้องหลังจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 1523 ใหม่นี้ได้

ติดต่อ ทนายความ เพื่อฟ้องคดี ต่อสู้คดี ทั่วราชอาณาจักร

ฟ้องชู้

ฟ้องชู้

ฟ้องชู้