บทความ
กู้ยืมเงิน

กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
บทเรียนราคาแพง จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567 ที่จะนำมาเตือนใจทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในสังคมปัจจุบันว่าปัญหา “เงินกู้นอกระบบ” และ “ดอกเบี้ยโหด” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวในสังคมไทย เพราะเจ้าหนี้หลายคนคิดว่า แค่เป็นคนออกเงิน ไม่ได้ไปทวงหนี้เองก็น่าจะปลอดภัย แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567 จะช่วยเตือนใจทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในสังคมปัจจุบันว่า ถ้าคิดแบบนั้นอันตรายที่จะสูญเงินเป็นอย่างมาก
1. สรุปข้อเท็จจริงของคดี (เกิดขึ้นจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567)
โจทก์โอนเงินให้จำเลยหลายครั้ง รวมเกือบ 290,000 บาท โดยโจทก์ยอมรับต่อศาลเองว่า
– มอบเงินให้จำเลยนำไปปล่อยกู้บุคคลภายนอก
– เรียกเก็บดอกเบี้ย เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
– เมื่อได้ดอกเบี้ยแล้ว ให้นำผลประโยชน์กลับมาแบ่งให้โจทก์
ต่อมาเมื่อจำเลยเก็บเงินไม่ได้ หรือจำเลยไม่ส่งคืนเงินให้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลย โดยอ้างว่าเป็น คดีกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย เพื่อขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินต้นทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย
2. ประเด็นกฎหมายสำคัญที่ศาลวินิจฉัย
ศาลมองลึกลงไปถึง “วัตถุประสงค์” ของการส่งมอบเงินครับ โดยมีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจดังนี้
– การที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยไปปล่อยกู้ และรับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยทำให้จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ ในการปล่อยกู้นอกระบบ เมื่อโจทก์ยอมรับเองว่ามอบเงินให้จำเลยไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี ถือว่าจำเลยเป็น “ตัวแทน” ในกิจการที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดี
– เมื่อเจตนาเริ่มแรก คือ การทำผิดกฎหมาย (พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ) ข้อตกลงระหว่างเจ้าของเงินกับคนไปปล่อยกู้จึงเสียเปล่าไปทั้งหมด (นิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น)
– ประเด็นที่สุดของคดีนี้ คือ มาตรา 411 : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ระบุว่า “บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่”
3. ผลลัพธ์ คือ
– เงิน 285,000 บาท : ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืน (เท่ากับสูญเงินต้นไปฟรี ๆ)
– เงิน 5,000 บาท : เป็นส่วนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นการกู้ยืมกันเองตามปกติ (ไม่ได้เกี่ยวกับวงแชร์หรือปล่อยกู้นอกระบบ) ศาลจึงสั่งให้คืนเฉพาะส่วนนี้
4. บทเรียนกฎหมายที่ควรรู้ (สำคัญมาก)
สำหรับ “เจ้าหนี้”
– ความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด : การปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดไม่ได้มีความเสี่ยงแค่ “ลูกหนี้ไม่จ่าย” แต่มีความเสี่ยงที่ “ศาลจะไม่คุ้มครองเงินต้น” ของคุณเลยแม้แต่บาทเดียว
– อย่าทำผิดกฎหมาย : หากต้องการปล่อยกู้ ควรทำสัญญาให้ถูกต้องและคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี (1.25% ต่อเดือน) เพื่อให้กฎหมายยังอยู่ข้างเจ้าหนี้
สำหรับ “ลูกหนี้”
– กฎหมายคุ้มครองความยุติธรรม : หากมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ดอกเบี้ยนั้นจะตกเป็นโมฆะทั้งหมด และหากเป็นกรณี “ร่วมกันทำผิด” สัญญานั้นอาจไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย
– อย่าชะล่าใจ : เงินส่วนใดเป็นเงินกู้จริง เงินส่วนใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และแม้ฎีกานี้ตัวแทนจะไม่ต้องคืนเงิน แต่ในแง่ความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตจริง การผิดใจกันเรื่องเงินมักจบไม่สวยเสมอ
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๐๑/๒๕๖๗
– ป.พ.พ. โมฆะกรรม ชําระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา
– ตัวแทน มาตรา ๑๕๐, ๑๗๒, ๔๑๑, ๖๕๔, ๗๙๗
– พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑)
ย่อสั้น : เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จําเลยนําเงินไปให้บุคคลภายนอก กู้ยืมโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดแล้วนําผลประโยชน์ มามอบให้ จําเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๙๗ กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียก เก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดซึ่งตกเป็นโมฆะ เช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงิน ให้จําเลยนําไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ที่กฎหมายกําหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกําหนดห้ามมิให้ คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๔ และเป็น ความผิด ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจําเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จําเลยไปดําเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชําระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จําเลยคืนเงินดังกล่าวได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๑๑
——————————————-
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระเงิน ๒๙๔,๖๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชําระเสร็จ
จําเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จําเลยชําระเงิน ๒๙๔,๖๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จําเลย ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกําหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท
จําเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จําเลยชําระเงินตามมูลหนีกู้ยืม ๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔) เป็นต้นไปจนกว่าชําระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อใดจึงให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ ๒ ต่อปี แต่ไม่เกิน อัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คําขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คําพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจําเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายภาณุพงศ์ ซึ่งเป็น น้องชายโจทก์ โจทก์ นางจําเนียรซึ่งเป็นมารดาโจทก์ และจําเลยมีการสนทนากัน ผ่านแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โจทก์ใช้ชื่อ W. มารดาโจทก์ใช้ชื่อ N. จําเลย ใช้ชื่อ K. ระหว่างวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของมารดาโจทก์และโจทก์เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจําเลยและมารดาของจําเลยรวม ๗ ครั้ง ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๔ จํานวน ๕๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ จํานวน ๓๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๔ วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๕ วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๑๕,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๖ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๕๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๗ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๔ จํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนครั้งที่ ๘ วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจําเลยกู้เงินโจทก์ ๕,๐๐๐ บาท จําเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงยุติ
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะเรียกร้องให้จําเลย คืนเงินแก่โจทก์อีกจํานวน ๒๘๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า นิติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจําเลยเป็นเรื่องตัวการตัวแทนในกิจการที่โจทก์เชิดจําเลยให้นําเงินออกให้บุคคลอื่นกู้ยืม ซึ่งการมอบให้จําเลย นําเงินออกให้บุคคลภายนอกกู้ยืมนั้นย่อมมีผลผูกพันและสามารถบังคับกันได้ ในระหว่างโจทก์กับจําเลย ไม่ตกเป็นโมฆะเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ส่วนการเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่ากฎหมายกําหนด มีผลเพียงให้การเรียกดอกเบี้ย จากบุคคลภายนอกตกเป็นโมฆะเท่านั้น หาทําให้การเป็นตัวแทนของโจทก์ และจําเลยสิ้นผลไปด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนเงินดังกล่าวจากจําเลย เห็นว่าเมื่อโจทก์รับว่าโจทก์มอบหมายให้จําเลยนําเงินไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืม โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดแล้วนําผลประโยชน์มามอบให้ จําเลยจึงเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๙๗ กรณีเช่นนี้จึงไม่สามารถแยกต้นเงินออกจากดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากบุคคลภายนอกเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดซึ่งตกเป็นโมฆะ เช่นเดียวกับนิติกรรมกู้ยืมได้ ประกอบกับแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ แต่มาตรา ๔๑๑ บัญญัติเป็นข้อยกเว้นว่า บุคคลใดได้กระทําการเพื่อชําระหนี้ เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้น หาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบเงินให้จําเลย นําไปปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกําหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ สิบห้าต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ (๑) นิติกรรมระหว่างโจทก์กับจําเลยตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์มอบเงินให้จําเลยไปดําเนินการดังกล่าวจึงเป็นการชําระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จําเลยคืนเงินในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค ๙ พิพากษามานั้น
ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




