บทความ

การกู้ยืมเงิน

การกู้ยืมเงิน

การกู้ยืมเงิน” ที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ควรรู้ไว้จะได้ไม่โดนโกง
การยืมเงินเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมระหว่างบุคคล ครอบครัว เพื่อน หรือการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อให้การกู้ยืมเป็นไปอย่างราบรื่นและยุติธรรม ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้จึงควรรู้หลักเกณฑ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง บทความนี้จะสรุปทุกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการกู้ยืมที่ควรระวัง

1. หลักเกณฑ์ : หัวใจสำคัญของธุรกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย
การกู้ยืมจะสมบูรณ์และมีผลบังคับตามกฎหมายได้ ต้องมีหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้
1.1 หลักฐาน (สำคัญมาก!) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 การกู้ยืม เงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
ความหมาย : ไม่ได้หมายความว่าการกู้ยืมนั้นเป็นโมฆะ แต่หมายความว่า เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีลูกหนี้ได้ หากไม่มีหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด
หลักฐานที่เป็นไปได้ : สัญญากู้ยืมเงิน, บันทึกข้อความ, หนังสือรับสภาพหนี้, แชทข้อความที่แสดงเจตนาการกู้ยืมและลงลายมือชื่อผู้กู้ (ซึ่งอาจเป็นชื่อในบัญชีโซเชียลมีเดียที่ระบุตัวตนได้) หรือแม้แต่สลิปโอนเงินที่มีข้อความระบุว่า “เงินกู้” (แต่ต้องพิจารณาประกอบหลักฐานอื่น)

1.2 เนื้อหาในสัญญา (หรือหลักฐานการกู้ยืม) แม้ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ควรมีรายละเอียดครบถ้วนเพื่อป้องกันข้อโต้แย้งในอนาคต :
– วัน เดือน ปี ที่ทำสัญญา
– ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ ของผู้กู้และผู้ให้กู้
– จำนวนเงินที่กู้ยืม (ทั้งตัวเลขและตัวอักษร)
– กำหนดวันชำระคืน หรือเงื่อนไขการชำระ
– อัตราดอกเบี้ย (ถ้ามี)
– เงื่อนไขอื่น ๆ เช่น การผ่อนชำระ การวางหลักประกัน การผิดนัดชำระ
– พยาน (ถ้ามี) เพื่อช่วยยืนยันความถูกต้องของสัญญา

1.3 ลายมือชื่อผู้กู้ยืม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของหลักฐานการกู้ยืม ต้องเป็นลายมือชื่อจริงของผู้กู้ยืม หรือหากเป็นองค์กร ต้องเป็นลายมือชื่อของผู้มีอำนาจลงนามพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานได้หากเป็นไปตามกฎหมาย

1.4 ดอกเบี้ยกู้ยืม
ระหว่างบุคคลธรรมดา : กฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ที่ ร้อยละ 15 ต่อปี (หรือร้อยละ 1.25 ต่อเดือน) หากตกลงเกินกว่านี้ ถือว่าส่วนที่เกินเป็นโมฆะ และหากมีการเรียกเก็บจริงก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
สถาบันการเงิน : สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ข้อควรระวัง : การเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มีโทษทั้งจำและปรับ

1.5 การชำระคืน ลูกหนี้มีหน้าที่ชำระคืนตามกำหนดเวลาและเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ หากไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน เจ้าหนี้สามารถบอกกล่าวทวงถามเพื่อให้ชำระคืนได้ภายในระยะเวลาอันสมควร หากลูกหนี้ผิดนัดชำระ เจ้าหนี้สามารถคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ตามกฎหมาย

2. การคิดดอกเบี้ย
ดอกเบี้ยมี 2 ประเภทหลัก :
ดอกเบี้ยตามกฎหมาย : ร้อยละ 7.5 ต่อปี (ปัจจุบันเหลือร้อยละ 5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564) ในกรณีที่ไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้

ดอกเบี้ยตามสัญญา : อัตราที่คู่สัญญากำหนดกันเอง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับการกู้ยืมระหว่างบุคคลธรรมดา หากเกินกว่านั้นส่วนที่เกินถือเป็นโมฆะ แต่สัญญาเงินกู้ยังสมบูรณ์อยู่ ศาลจะลดลงมาให้ไม่เกินร้อยละ 15 (แต่ต้องระวังเพราะอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ได้)

3. อายุความฟ้องคดีกู้ยืมเงิน
หนี้เงินกู้ทั่วไป : มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระ (หรือนับแต่วันที่เจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้)
หนี้เงินกู้ที่ผ่อนชำระเป็นงวดๆ : อายุความจะเริ่มนับใหม่เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระในแต่ละงวด มาตรา 193/33 (2) บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ มีอายุความ 5 ปี ส่วนการนับอายุความ : แยกนับแต่ละงวดที่ผิดนัด งวดที่ค้างชำระนานเกิน 5 ปีถือว่าขาดอายุความ
ข้อควรระวัง : หากขาดอายุความ เจ้าหนี้จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ แม้จะมีหลักฐานการกู้ยืมครบถ้วนก็ตาม

4. วิธีทำสัญญากู้เงินให้รัดกุม
– เตรียมข้อมูลให้ครบ : ชื่อ-สกุล, ที่อยู่, เลขบัตรประชาชน ของทั้งสองฝ่าย, จำนวนเงิน, วันที่กู้, วันที่คืน
– ระบุอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน: ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
– กำหนดเงื่อนไขการชำระ : ผ่อนรายเดือน/รายปี, ชำระครั้งเดียว, วันที่แน่นอน
– เงื่อนไขกรณีผิดนัด : เช่น การคิดดอกเบี้ยผิดนัด
– ลงลายมือชื่อ : ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ (ผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อในสัญญากู้ แต่ควรลงชื่อเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าตนเองก็มีฉบับคู่ฉบับ) พร้อมพยาน (ถ้ามี)
– ถ่ายสำเนาเอกสาร : บัตรประชาชนของทั้งสองฝ่ายและพยานแนบไปกับสัญญา
– เก็บรักษา : สัญญาต้องทำเป็น 2 ฉบับ ให้ผู้กู้และผู้ให้กู้เก็บไว้คนละฉบับ
– ก่อนทำสัญญากู้ควรตรวจสอบคุณสมบัติ ทรัพย์สิน การทำงาน เครดิตของผู้กู้ก่อนจะดีมาก

5. ข้อควรระวังในการกู้ยืม
– หลักฐานสำคัญที่สุด : อย่าให้เงินกู้เกิน 2,000 บาท โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ และต้องมีลายมือชื่อผู้กู้
– ดอกเบี้ยผิดกฎหมาย: หากตกลงดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและไม่สามารถบังคับใช้ส่วนที่เกินได้
– อ่านและทำความเข้าใจ: ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขในสัญญาทุกข้อก่อนลงนาม
– ตรวจสอบตัวตน: ควรสแกนหรือถ่ายรูปบัตรประชาชนของคู่สัญญาเก็บไว้เป็นหลักฐาน
– การชำระคืน: ควรชำระคืนเป็นหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร และเก็บสลิปไว้เสมอ

อย่าเชื่อใจมากเกินไป: แม้เป็นคนรู้จักสนิทสนม ก็ควรทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

ติดต่อ ทนายความ เพื่อฟ้องคดี ต่อสู้คดี ทั่วราชอาณาจักร

การกู้ยืมเงิน

การกู้ยืมเงิน

การกู้ยืมเงิน