บทความ

กรรมสิทธิ์ร่วม

กรรมสิทธิ์ร่วม

กรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินของสามีภรรยาที่ไม่จดทะเบียนสมรส

ในทางปฏิบัติ คดีพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่ที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เป็นคดีที่พบได้บ่อยในศาล โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ยุติลง ฝ่ายหนึ่งมักตั้งคำถามว่า “ทรัพย์สินที่สร้างมาด้วยกันเป็นของใคร” หรือ “มีสิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์หรือไม่”

บทความนี้ ทนายเจตน์สฤษฎิ์ ไชยงค์ จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายหลักกฎหมายที่ใช้บังคับกับสามีภรรยาที่ไม่จดทะเบียนสมรส โดยยึดแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสิทธิของตนเองอย่างถูกต้อง ลดความเข้าใจผิด และสามารถเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมหากเกิดข้อพิพาทขึ้นในอนาคต

1. หลักทั่วไป
ความหมายของกรรมสิทธิ์ร่วม คือ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปเป็นเจ้าของทรัพย์สินเดียวกัน โดยแต่ละคนมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 บัญญัติว่า “ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน”
กล่าวคือ หากไม่มีพยานหลักฐานเป็นอย่างอื่น กฎหมายถือว่าเจ้าของร่วมมีสิทธิในทรัพย์สินคนละครึ่ง

2. กรรมสิทธิ์ร่วมกับสินสมรส แตกต่างกันอย่างไร ?
– สินสมรส เกิดขึ้นเฉพาะกรณีคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย
– กรรมสิทธิ์ร่วม อาจเกิดขึ้นได้กับบุคคลทั่วไป รวมถึงคู่ที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ดังนั้น คู่ที่ไม่จดทะเบียนสมรส ไม่มีสถานะเป็นสามีภรรยาตามกฎหมายและไม่มีสินสมรส แต่ยังอาจมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน หากพิสูจน์ได้ว่าได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ทำมาหาได้ร่วมกันจริง

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
– กรณีสามีภริยาไม่จดทะเบียนสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 “อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 “ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน”

ย่อสั้น
โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร แม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอดทองหมั้น ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เนื่องเพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 หมวด 3 ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1357 ที่บัญญัติว่า ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน

ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และโฉนดเลขที่ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 และที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และโฉนดเลขที่ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 ให้แก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินและบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งคนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลราคากันเองก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ ให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย แล้วชำระเงินกึ่งหนึ่งของราคาที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์ประมูลได้ ให้ชำระเงิน 1,500,000 บาท และอีกกึ่งหนึ่งของราคาประมูลที่หักด้วยจำนวนเงิน 1,500,000 บาท แล้วแก่จำเลย หากไม่อาจใช้วิธีการประมูลราคาในระหว่างกันเองได้ ให้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด และหักเงินได้จากการขายทอดตลาด 1,500,000 บาท ให้แก่จำเลย แล้วแบ่งส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์และจำเลยที่จะว่ากล่าวกันเป็นคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว สำหรับประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์พิพาทหรือชดใช้เงินแก่โจทก์หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส การอยู่กินแม้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหากินได้ดังเช่นสินสมรสอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันย่อมเป็นทรัพย์สินรวมหรือเจ้าของรวม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยฝ่ายเดียวเป็นผู้อุปการะโจทก์ ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงไม่ถือว่าอยู่กินกันฉันสามีภริยา ฟ้องโจทก์เป็นเท็จและใช้สิทธิไม่สุจริต ล้วนเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยได้ คดีคงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่า ทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาด้วยใจสมัคร แม้จะไม่มีการสู่ขอ ไม่มีสินสอดทองหมั้น ไม่ได้จัดพิธีแต่งงานกันตามประเพณี และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นสินสมรสเช่นอย่างสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการอยู่ร่วมกันเช่นนี้มิใช่เป็นเหมือนหุ้นส่วนและไม่เข้าลักษณะของบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท เนื่องเพราะมิใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหามาได้ร่วมกันระหว่างที่อยู่ด้วยกันฉันสามีภริยานั้น ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือเจ้าของรวมซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 หมวด 3 ว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1357 ที่บัญญัติว่า ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน จำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง และปลูกสร้างบ้านเลขที่ 9/222 โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ อ. และสถาบันการเงินอื่น ผ่อนชำระเป็นรายงวดโดยหักเงินจากเงินเดือนของจำเลยและนำเงินรายได้พิเศษจากการประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ไปผ่อนชำระจนเสร็จสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด ข้อนี้โจทก์และจำเลยต่างเบิกความยันคำกันอยู่ ยากที่จะเชื่อไปทางหนึ่งทางใด จึงจำต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานประกอบพยานเอกสารว่า เมื่อประมาณปี 2546 ถึง 2547 โจทก์และจำเลยตกลงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แล้วอยู่ร่วมกันโดยต่างฝ่ายต่างช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันมาโดยตลอด ทั้งร่วมกันเปิดกิจการร้านสะดวกซื้อที่ชั้น 1 อาคาร ท. แต่ทำได้ 1 ปี ต้องปิดกิจการลงเพราะขาดทุน และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน โดยโจทก์ทำสัญญาค้ำประกัน เมื่อผ่อนชำระเสร็จจำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์และเคยคิดสร้างหอพักเพื่อหารายได้ จึงดำเนินการขออนุญาตสร้างหอพักต่อเทศบาลตำบล ฟ. แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากจึงยังไม่ได้ก่อสร้าง กับโจทก์และจำเลยปรึกษากันว่าจะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเพื่อนของมารดาโจทก์จะขายบ้านพร้อมที่ดินราคา 1,200,000 บาท ต่อมาจึงมีการซื้อขายกัน โจทก์เป็นผู้จ่ายค่ามัดจำเพื่อทำสัญญาซื้อขายบ้าน โจทก์เข้าไปปรับปรุงบ้านใหม่ทั้งหมดโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เนื่องจากจำเลยรับราชการสามารถกู้ยืมจากกองทุนได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 เพื่อใช้พักอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นเรือนหอและแต่งงานจดทะเบียนสมรสกันภายหลังจากสร้างบ้านเสร็จ โดยจำเลยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาชำระค่าที่ดินและค่าปลูกสร้างบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อความในเอกสารข้างต้นประกอบถ้อยคำที่สื่อสัมพันธ์รักระหว่างกันอย่างลึกซึ้ง จึงน่าเชื่อว่าโจทก์เบิกความไปตามความจริง ส่วนจำเลยอ้างตนเองเบิกความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49277, 52337, 28351 และ 28352 ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ซื้อโดยใช้เงินของตนเองและกู้ยืมจากสหกรณ์ อ. ธนาคาร ก. ธนาคาร ร. และธนาคาร อ. 2 สัญญา ผ่อนชำระด้วยการหักชำระจากบัญชี โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการซื้อทรัพย์พิพาทแต่อย่างใด แต่เบิกความยอมรับว่า เมื่อจำเลยไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยกับโจทก์ซึ่งเคยคบหากันและอาศัยอยู่กินที่บ้านเลขที่ 9/222 จำเลยกับโจทก์ตกลงเลิกรากันประมาณปี 2555 และเมื่อปี 2548 โจทก์ฝากเงินเข้าบัญชีจำเลย 300,000 บาท เป็นค่างวดที่เหลือจากการกู้ยืมเงินธนาคาร ก. เจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ระหว่างอยู่กินด้วยกันตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2558 ทรัพย์พิพาทและรถยนต์ต่างช่วยเหลือเจือจุนกันให้ได้มาระหว่างช่วงเวลาที่โจทก์และจำเลยอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ยิ่งพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่โจทก์เป็นผู้ดูแล ติดต่อราชการ ปรับปรุงอาคาร ควบคุมดูแลการก่อสร้างบ้านบนที่ดินพิพาทพักอาศัยและติดต่อกับหน่วยงานราชการเพื่อขอสาธารณูปโภค แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยวางใจให้โจทก์ในฐานะสามีเป็นผู้ดำเนินการแทน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย เยี่ยงนี้ เมื่อจำเลยมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำให้การต่อสู้คดี แต่จำเลยไม่อาจนำสืบได้ตามภาระหน้าที่ จำเลยจึงต้องแพ้คดี ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงพร้อมบ้านบนที่ดินและมีส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จึงต้องพิพากษาให้แบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 และ 1364 ตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ โดยให้หักเงินที่จำเลยต้องชำระแก่สถาบันการเงินจำนวน 5,500,000 บาท แก่จำเลยก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยคือที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 เพียง 2 แปลง โดยให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้เป็นข้อปลีกย่อยพลความ หาใช่ข้อสาระสำคัญอันจะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นสมควรวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 49277 และ 52337 พร้อมบ้านเลขที่ 30/73 และที่ดินโฉนดเลขที่ 28351 และ 28352 พร้อมบ้านเลขที่ 9/222 โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลราคากันเองก่อน หากจำเลยเป็นผู้ประมูลได้ ให้หักชำระเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท จากราคาที่ได้ไว้เป็นส่วนของจำเลย แล้วชำระเงินกึ่งหนึ่งของราคาที่เหลือแก่โจทก์ หากโจทก์ประมูลได้ให้ชำระเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท และอีกกึ่งหนึ่งของราคาประมูลที่หักด้วยจำนวนเงิน 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท แล้วแก่จำเลย หากไม่อาจใช้วิธีการประมูลราคาในระหว่างกันเองได้ ให้นำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด และหักเงินได้จากการขายทอดตลาด 1,500,000 บาท และ 5,500,000 บาท ให้แก่จำเลย แล้วแบ่งส่วนที่เหลือระหว่างโจทก์และจำเลยคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567
ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า
– การอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส ไม่ก่อให้เกิดสินสมรส
– ความสัมพันธ์ดังกล่าว ไม่ถือเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัท ตามมาตรา 1012 เพราะมิใช่การตกลงทำกิจการเพื่อแบ่งกำไร
– แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินกัน อาจเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ต้องบังคับตามกฎหมายเรื่องเจ้าของรวม
ศาลใช้หลักมาตรา 1357 สันนิษฐานว่า หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นเกิดขึ้นจากความร่วมมือ ช่วยเหลือ เจือจุนกันในช่วงที่อยู่กินกัน ทรัพย์นั้นย่อมเป็นของทั้งสองฝ่ายคนละครึ่ง

ประเด็นสำคัญจากคดีตัวอย่าง จากข้อเท็จจริงในคดี ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์หลายประการ เช่น
– อยู่กินร่วมกันเป็นระยะเวลานาน
– ช่วยกันลงทุน ทำกิจการ หรือผ่อนชำระทรัพย์สิน
– ฝ่ายหนึ่งดูแล ติดต่อราชการ ควบคุมการก่อสร้าง หรือจัดการทรัพย์สินแทนอีกฝ่าย
แม้ทรัพย์สินจะจดทะเบียนในชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หากอีกฝ่ายสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ศาลก็อาจวินิจฉัยให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมได้

– กรณีการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2565
จําเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจําเลยมีสินสมรสร่วมกันหลายรายการ สินสมรสบางรายการมีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ ขอให้บังคับโจทก์แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้จําเลยกึ่งหนึ่ง จําเลยขอให้ศาลหมายเรียก ธ. บุตรของโจทก์และจําเลยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) เพื่อให้การจัดการสินสมรสเสร็จไปในคราวเดียวไม่ต้องไปฟ้องร้องกันเป็นคดีใหม่ การที่โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยมิได้แบ่งสัดส่วนการถือกรรมสิทธิ์ ต้องถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินในสัดส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ประกอบกับมาตรา 1359 บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่จําเลยให้การและฟ้องแย้งและหมายเรียกขอให้บังคับโจทก์และโจทก์ร่วมโอนที่ดินคืนแก่จําเลย จึงถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่เป็นการชําระหนี้ซึ่งแบ่งแยกกันมิได้ การที่โจทก์ยื่นคําฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้ง บัญชีระบุพยาน ถือได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาทำการแทนซึ่งกันและกันกับโจทก์ร่วมด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อโจทก์ร่วมยอมรับเอาข้อเท็จจริงตามคําฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้ง และการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ในชั้นพิจารณาของโจทก์ทุกประการ จึงเป็นคําคู่ความและการดำเนินการของโจทก์ร่วมด้วย โดยโจทก์ร่วมไม่จำต้องทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจําเลย รวมทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบในชั้นพิจารณาหักล้างข้อต่อสู้ของจําเลย ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ร่วมเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบมาวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างสมรสจําเลยโอนที่ดินที่เป็นสินสมรสเฉพาะส่วนของจําเลยให้แก่โจทก์โดยเสน่หาโดยมิได้ระบุเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บังคับเฉพาะกรณีบุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่ได้รวมถึงกรณีสามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย ส่วนที่ดินที่มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารทางราชการที่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทะเบียนที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 127 บัญญัติว่า เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนําสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้น

ดังนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อจําเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุที่มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน เนื่องจากโจทก์ออกอุบายให้จําเลยยกที่ดินเฉพาะส่วนของจําเลยให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บุคคลภายนอกฟ้องบังคับชําระหนี้เอาจากจําเลย เท่ากับจําเลยให้การและฟ้องแย้งต่อสู้ว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์และโจทก์ร่วม แต่เป็นสินสมรสของจําเลยและโจทก์ร่วม จําเลยจึงมีหน้าที่นําสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 และมาตรา 127

สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2565
ในคดีนี้ ศาลฎีกาเน้นหลักเรื่อง ข้อสันนิษฐานตามทะเบียน โดยถือว่า
– ผู้ที่มีชื่อในโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ ย่อมสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของ
– หากฝ่ายใดอ้างว่าการถือชื่อเป็นการถือแทน หรือเป็นอุบายเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ ฝ่ายนั้นมีภาระต้องพิสูจน์
การกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าโอนชื่อเพื่อหนีหนี้ หรือถือชื่อแทน ไม่เพียงพอ หากไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นมาหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย

ข้อควรระวังสำหรับคู่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
– การใส่ชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในโฉนด อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในอนาคต
– หากต้องการให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ควรจดทะเบียนเป็นเจ้าของรวมตั้งแต่ต้น หรือทำสัญญาระบุสัดส่วนให้ชัดเจน

– กรณีภาษีและสินสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2561
ป.รัษฎากร มาตรา 57 ฉ วรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง” โจทก์กับ จ. ขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสินสมรส มีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นเงิน 546,000 บาท อันเป็นเงินได้จากการขายสินสมรสนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน ทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสก็ถือว่าต่างฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเช่นกัน เมื่อโจทก์กับ จ. ไม่ได้มีสัญญาตกลงกันไว้เป็นอื่นในเรื่องการจัดการสินสมรส ก็ถือว่าโจทก์กับ จ. มีเงินได้คนละกึ่งหนึ่ง กรณีไม่ใช่เป็นเงินได้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ชัดแจ้งว่าเป็นของสามีและภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 57 ฉ วรรคสอง โจทก์กับ จ. จะแบ่งเงินได้พึงประเมินของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกันตามมาตรา 57 ฉ วรรคสองตอนท้ายไม่ได้ การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 414,960 บาท ส่วน จ. มีเงินได้จำนวน 131,040 บาท จึงไม่ถูกต้อง

สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3292/2561
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อขายทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสหรือทรัพย์ที่ถือร่วมกัน และไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น
– เงินได้จากการขายต้องถือว่าเป็นของแต่ละฝ่ายคนละครึ่ง
– ไม่สามารถแบ่งเงินได้ตามอำเภอใจเพื่อลดภาระภาษีได้
แม้กรณีนี้จะเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียน แต่หลักการเรื่อง สัดส่วนความเป็นเจ้าของ สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีกรรมสิทธิ์ร่วมของคู่ที่ไม่จดทะเบียนสมรสได้เช่นกัน

– ทรัพย์ที่ได้มาก่อนจดทะเบียน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13718/2555
“เงินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันก่อนที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและบ้าน ที่ดินและบ้านที่ซื้อจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย การจดทะเบียนสมรสกันในภายหลังไม่มีผลทำให้ที่ดินและบ้านดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสแต่อย่างใด จึงยังคงเป็นสินส่วนตัวของทั้งโจทก์และจำเลย ซึ่งต้องแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง”

สรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13718/2555
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
– ทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันก่อนจดทะเบียนสมรส เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม
– การจดทะเบียนสมรสในภายหลัง ไม่ทำให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นสินสมรส

หลักการนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาที่ได้มาของทรัพย์สิน มีความสำคัญอย่างยิ่ง และสถานะความสัมพันธ์ในขณะนั้นเป็นตัวชี้ขาดลักษณะของทรัพย์


คำถาม – คำตอบ ทางกฎหมายที่พบบ่อย (Q&A)
Q1 : เลิกกันแล้ว บ้านที่อยู่ด้วยกันเป็นของใคร?
ตอบ : ต้องพิจารณาว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาเมื่อใดและได้มาอย่างไร หากเป็นบ้านที่สร้างหรือซื้อในช่วงที่อยู่กินกัน และทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ ไม่ว่าด้วยเงิน แรงงาน หรือการจัดการ ศาลอาจวินิจฉัยให้เป็น กรรมสิทธิ์ร่วม และแบ่งกันคนละครึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 แม้โฉนดจะมีชื่อเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม

Q2 : โฉนดมีชื่อแฟนคนเดียว อีกฝ่ายยังมีสิทธิหรือไม่?
ตอบ : มีสิทธิได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ เช่น ร่วมผ่อนชำระ ร่วมลงทุน หรือมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพย์สิน แต่หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลอาจถือว่าทรัพย์เป็นของผู้มีชื่อในโฉนดเพียงฝ่ายเดียว

Q3 : อยู่กินกันเฉย ๆ ถือว่าเป็นหุ้นส่วนหรือไม่?
ตอบ : ไม่ถือว่าเป็นหุ้นส่วนโดยอัตโนมัติ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4656/2567 การอยู่กินกันฉันสามีภรรยาไม่เข้าลักษณะหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 เว้นแต่จะมีข้อตกลงชัดแจ้งในการทำกิจการร่วมกันเพื่อแบ่งกำไร

Q4 : ถ้าอีกฝ่ายอ้างว่าใส่ชื่อให้เฉย ๆ หรือมีชื่อถือแทน จะฟังได้หรือไม่?
ตอบ : การอ้างว่ามีชื่อถือแทนหรือใส่ชื่อเพื่อหนีหนี้ ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ผู้ที่อ้างมีภาระพิสูจน์ หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลจะยึดตามข้อสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิเป็นเจ้าของ

Q5 : ถ้าอยู่กินกันก่อน แล้วมาจดทะเบียนสมรสภายหลัง ทรัพย์เดิมเป็นสินสมรสหรือไม่?
ตอบ : ไม่เป็น ทรัพย์ที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม หรือสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามส่วน การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่ทำให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นสินสมรส ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13718/2555

ข้อแนะนำสำหรับคู่ สามี – ภริยา ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ในฐานะทนายความ ขอสรุปข้อแนะนำที่สำคัญดังนี้
– หากตั้งใจใช้ชีวิตร่วมกันในระยะยาว ควรทำข้อตกลงเป็นหนังสือเกี่ยวกับทรัพย์สิน
– ทรัพย์ที่ลงทุนร่วมกันควรจดทะเบียนเป็นเจ้าของรวม หรือระบุสัดส่วนให้ชัดเจน
– เก็บพยานหลักฐานการร่วมลงทุน การผ่อนชำระ และการจัดการทรัพย์ไว้เสมอ
– ก่อนเลิกราหรือแบ่งทรัพย์ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสิทธิและแนวทางดำเนินคดี

“ความรักอาจจบลงได้ แต่สิทธิในทรัพย์สินต้องมีความชัดเจน” แม้กฎหมายครอบครัวจะไม่ได้คุ้มครองคู่รักที่ไม่จดทะเบียนสมรสโดยตรง แต่ “กฎหมายทรัพย์สิน” (มาตรา 1357) คือเกราะป้องกันตัวสุดท้ายที่จะคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเนื้อสร้างตัวมา บทความนี้หวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสถานะของตนเอง และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วน

ติดต่อ ทนายความ เพื่อฟ้องคดี ต่อสู้คดี ทั่วราชอาณาจักร

กรรมสิทธิ์ร่วม

กรรมสิทธิ์ร่วม

กรรมสิทธิ์ร่วม